
“หมอแล็บแพนด้า” แฉโครงสร้างบัตรทอง สปสช.จ่ายช้า-ไม่ครบ รพ.รัฐแบกหนี้จนเตรียมพัง
เพจเฟซบุ๊ก “หมอแล็บแพนด้า” ที่มีผู้ติดตามกว่า 2.9 ล้านคน ออกมาโพสต์อธิบายโครงสร้างการเบิกจ่ายเงินในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง”ว่าโรงพยาบาลคือผู้สำรองจ่ายค่ารักษาให้ผู้ป่วยไปก่อน จากนั้นจึงไปเบิกเงินคืนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานถือเงินงบประมาณ
ปัญหาคือ สปสช. มีปัญหาจ่ายช้า จ่ายไม่ครบ ส่งผลให้โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งที่ทนภาวะขาดทุนไม่ไหว เริ่มทยอยถอนตัวออกจากระบบ ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐไม่สามารถถอนตัวได้ จึงต้องแบกค่ายาและค่าอุปกรณ์การแพทย์ต่อไปจนเกิดภาวะขาดสภาพคล่องและอยู่ในจุดที่เขาใช้คำว่าเตรียมพัง
โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ และได้รับการแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายฝ่ายกำลังจับตาวิกฤตการเงินในระบบสาธารณสุขของรัฐ
ด้าน เพจเฟซบุ๊ก หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ก็ออกมาโพสต์ข้อความเตือนถึงสัญญาณอันตรายของระบบบัตรทองที่อาจล่มสลายในอนาคต
ปัญหาหลักเกิดจากการที่โรงพยาบาลเอกชนทยอยถอนตัวออกจากระบบ สิทธิ์บัตรทองถือเป็นสวัสดิการที่ดีในการเข้าถึงการรักษาโดยไม่ต้องควักเงินจ่ายเอง แต่ทุกการรักษามีต้นทุนแฝงเสมอ โรงพยาบาลต้องสำรองจ่ายค่าอุปกรณ์ ค่ายา ค่าจ้างบุคลากรไปก่อน แล้วจึงนำยอดไปเบิกคืนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ผู้ดูแลงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี
วิกฤตเกิดจาก สปสช. จ่ายเงินคืนให้โรงพยาบาลไม่ครบตามจำนวน จ่ายล่าช้า หรือบางรายการไม่ยอมจ่ายเงินคืน โรงพยาบาลเอกชนทนแบกรับภาวะขาดทุนไม่ไหวจึงตัดสินใจถอนตัว ภาระทั้งหมดจึงตกไปอยู่ที่โรงพยาบาลของรัฐซึ่งไม่สามารถปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยได้ ผู้คนไหลเข้าระบบรัฐมากขึ้นจนเกินขีดจำกัด
ผลกระทบที่ตามมาคือโรงพยาบาลรัฐเริ่มขาดสภาพคล่องทางการเงิน ยาบางชนิดเริ่มขาดแคลน สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือการต้องประหยัดงบประมาณด้วยการนำอุปกรณ์การแพทย์ประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งกลับมาล้างทำความสะอาดเพื่อใช้ซ้ำ แพทย์จำเป็นต้องฝืนใช้เพื่อประคองระบบให้เดินหน้าต่อไปได้ สภาพโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งในปัจจุบันจึงขาดแคลนไม่ต่างจากสถานพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล
ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามจากสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มที่ต้องการเข้าไปปฏิรูปการทำงานของ สปสช. เพื่อแก้ปัญหาการจัดการงบประมาณ แต่กลับถูกต้านทานด้วยข่าวปลอมบนโลกออนไลน์ มีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนเชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภากำลังจะล้มล้างสิทธิ์บัตรทอง
หมอม็อดอธิบายทิ้งท้ายเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การเข้าไปตรวจสอบหน่วยงานคุมเงินไม่เท่ากับการยกเลิกสิทธิ์รักษาพยาบาล ประชาชนควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อแยกแยะระหว่างปัญหาที่แท้จริงกับข่าวที่ถูกสร้างขึ้น หากระบบไม่ได้รับการแก้ไข วันหนึ่งโรงพยาบาลอาจแบกรับภาระไม่ไหว สิทธิ์การรักษาฟรีจะยังคงอยู่ แต่โรงพยาบาลจะอับจนหนทางจนไม่มียาหรืออุปกรณ์การแพทย์เหลือให้รักษาผู้ป่วยอีกต่อไป

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและรายงานข่าวที่ผ่านมา สอดคล้องกับสิ่งที่หมอแล็บแพนด้าโพสต์ ปีงบประมาณ 2569 งบบัตรทองตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา อยู่ที่ 265,295.5821 ล้านบาท ดูแลประชาชนผู้มีสิทธิราว 48 ล้านคน
แต่งบจำนวนนี้ไม่เพียงพอต่อภาระจริง ในการประชุมชี้แจงการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เผยว่ากองทุนบัตรทองมีปัญหางบไม่เพียงพอ จนเป็นหนี้โรงพยาบาลต่างๆ และต้องของบกลางกว่า 8,000 ล้านบาทมาอุดช่องว่าง โดยมีโรงพยาบาลรัฐและเอกชนรวม 326 แห่งที่ยังค้างเบิกจ่าย
หนึ่งในจุดที่กลายเป็นชนวนความตึงเครียดคือการปรับลดอัตราเหมาจ่าย สปสช.ได้ออกประกาศลดเงินที่เคยจ่ายไปแล้ว 10 เดือน จากอัตรา 80 บาทเหลือ 70 บาท พร้อมเรียกเงินส่วนต่าง 10 บาทต่อเดือนคืนย้อนหลัง โดยจะหักจากยอดที่กำลังจะจ่ายในอีก 2 เดือนสุดท้าย ส่งผลให้โรงพยาบาลกลายเป็น “ลูกหนี้” ของ สปสช. เป็นจุดที่นำไปสู่การวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการเปลี่ยนเงื่อนไขย้อนหลัง
ในปีงบประมาณ 2569 มีคลินิกชุมชนอบอุ่น 24 แห่งและหน่วยปฐมภูมิของโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่กรุงเทพฯ รวม 25 แห่ง ขอถอนตัวจากระบบบัตรทอง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิราว 220,982 คน ทำให้ สปสช.เขต 13 ต้องเร่งจัดสรรประชาชนกลุ่มนี้ไปยังหน่วยบริการอื่น
ในทางกลับกัน โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นกลไกหลักของระบบ ไม่มีตัวเลือกในการถอนตัว และต้องแบกหนี้สะสมจนเข้าสู่ภาวะติดลบทางบัญชี
แม้ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดในระดับโครงสร้างและการเงินของหน่วยงาน แต่ผลลัพธ์ปลายทางตกอยู่ที่ผู้ป่วย หลายคลินิกที่ถอนตัวต้องส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยไปยังหน่วยบริการใหม่ ทำให้บางรายต้องเปลี่ยนหมอ เปลี่ยนสถานพยาบาลที่อาจจะคุ้นเคยมาแล้วหลายปี
หากโรงพยาบาลรัฐต้องลดคุณภาพบริการเพื่อประคองสภาพคล่อง สิ่งที่ผู้ป่วยจะเห็นคือคิวยาวขึ้น ยาบางตัวที่เคยได้อาจถูกปรับเปลี่ยน หรือเครื่องมือบางอย่างที่ถึงเวลาเปลี่ยนแต่ไม่ถูกเปลี่ยน
คำถามที่ยังต้องการคำตอบจากภาครัฐ คือ งบกลางที่ขอไป 8,000 ล้านบาทจะมาทันก่อนที่โรงพยาบาลจำนวนหนึ่งจะถึงจุดที่ประคองตัวเองไม่ไหวหรือไม่ และในระยะยาว โครงสร้างการจัดสรรงบประมาณบัตรทองที่อิงกับระบบเหมาจ่ายแบบปัจจุบัน ยังเหมาะสมกับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่หรือไม่
ในขณะที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยถูกยกย่องมาตลอดในฐานะนวัตกรรมเชิงนโยบาย ความท้าทายต่อจากนี้ คือทำให้ระบบที่ดูดีในกระดาษ ยังคงเดินต่อได้ในความเป็นจริงทางการเงิน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ฮือฮา บัตรทองแพลตตินั่ม รพ.มงกุฎวัฒนะ ผ่าเข่า จ่ายแค่หลักพัน กลับมาเดินได้
- ประกันสังคม โต้ดราม่า รักษามะเร็ง ไม่ด้อยกว่าบัตรทอง ยาดี-รังสีครอบคลุม
- วิธียืนยันตัวตน สิทธิบัตรทอง ก่อนหาหมอ-รับยา 30 บาทรักษาทุกที่ เริ่ม 12 ม.ค. 69
ติดตาม The Thaiger บน Google News:






