
แม้ตัวเลขเศรษฐกิจสุดหดหู่ หนี้ครัวเรือนพุ่ง รั้งท้ายอาเซียน แต่ทำไม Google Amazon และค่ายรถ EV จีนถึงแห่มาลงทุนหลักแสนล้าน พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 60 ปี
ถ้าดูแค่ตัวเลขหน้าฉบับหนังสือพิมพ์ตอนนี้ ใครๆ ก็คงส่ายหัวให้เศรษฐกิจไทย ปีที่ผ่านมาเวียดนามโต 7% อินโดนีเซีย 5% ฟิลิปปินส์ 4.5% แต่ไทยเราทำได้แค่ 2.4% รั้งท้ายเพื่อนบ้านอาเซียนแบบเต็มตัว แถม IMF ยังเพิ่งหั่นคาดการณ์ปีหน้าลงเหลือแค่ 1.6% เท่านั้น
ด้านมืดมิดของเศรษฐกิจไทย
หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเกือบ 90% ของ GDP เป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกินเราอยู่ตอนนี้ ส่วนใหญ่เงินเดือนออกยังไม่ทันเข้ากระเป๋า ก็ต้องจ่ายออกไปใช้หนี้เก่าก่อนแล้ว แบงก์เองก็เริ่มกลัว เริ่มคุมเข้มการปล่อยกู้จนสินเชื่อรายย่อยหดตัวต่อเนื่องมาหลายไตรมาส
เรื่องที่น่าตกใจกว่าคือ เงินเฟ้อบ้านเราติดลบมานานเป็นปี หลายคนอาจคิดว่าของถูกลงเป็นเรื่องดี ความจริงมันคือสัญญาณอันตราย หมายความว่าคนไม่มีเงินจ่ายจนธุรกิจไม่กล้าขึ้นราคา ค่าเช่าที่ขึ้นไม่ได้ ค่าแรงก็นิ่งสนิท เพราะทั้งระบบไม่มีแรงส่งให้หมุนต่อได้ สภาพตอนนี้คล้ายกับที่ญี่ปุ่นเคยเจอเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งกว่าเขาจะหลุดออกมาได้นั้นยากลำบากมาก
ไหนจะเรื่องสังคมสูงวัยที่มาเร็วเกินคาด จำนวนคนวัยทำงานเริ่มลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2019 ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศลดต่ำลงในระยะยาว นี่คือภาพเศรษฐกิจที่ดูเหมือนคนไข้ใกล้ไอซียู จนนักวิเคราะห์หลายคนมองว่ายุคทองของไทยจบลงแล้ว
น่าห่วง ไทยครองแชมป์ เด็กเกิดต่ำสุดในโลก ปี 2025 หวั่นกระทบเศรษฐกิจ
แต่ทำไมยักษ์ใหญ่ระดับโลกถึงมองต่าง?
ท่ามกลางข่าวร้าย Moody’s กลับปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจาก ลบ เป็น คงที่ เหตุผลหลักคือกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่ไหลเข้ามหาศาล ปีที่ผ่านมาบอร์ดส่งเสริมการลงทุน (BOI) เผยยอดขอรับการลงทุนพุ่งแตะ 1.37 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 60 ปีตั้งแต่ก่อตั้งหน่วยงานมา
บิ๊กเทคพาเหรดเข้าไทย
-
Amazon: วางเงิน 5,000 ล้านดอลลาร์ในระยะยาวเพื่อสร้าง Cloud Region
-
Google: ลงทุนอีก 1,000 ล้านดอลลาร์ คาดว่าจะช่วยสร้างงานนับแสนตำแหน่ง
-
Microsoft: ประกาศสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Cloud ในไทยเช่นกัน
-
ByteDance (TikTok): ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อใช้ไทยเป็นฐานระบบข้อมูลของภูมิภาค
เม็ดเงินเหล่านี้ไม่ได้มาแค่ตัวเลข แต่มาพร้อมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ให้เศรษฐกิจไทยในอนาคต

จาก “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” สู่ฐานทัพรถ EV และชิป
อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนโฉม ค่ายรถจีนอย่าง BYD, Great Wall Motor, Changan และ MG แห่มาตั้งโรงงานผลิตในไทย จนแบรนด์จีนครองส่วนแบ่งตลาด EV ไปกว่า 85% ไทยกลายเป็นประตูหลังสำคัญที่ค่ายรถเหล่านี้ใช้ส่งออกไปยุโรปเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี
นอกจากรถยนต์แล้ว อุตสาหกรรมแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) ซึ่งเป็นหัวใจของอุปกรณ์ไฮเทคทั่วโลกก็กำลังย้ายฐานมาไทย ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกจากไต้หวันและจีนเลือกไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามกลยุทธ์ China Plus One เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า ไทยจึงได้งานประเภทที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงและกำไรดีมาไว้ในมือ
โอกาสในภาคอสังหาริมทรัพย์ มีทั้งบวกและลบ
อดัม ซัตคลิฟฟ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอท พรอพเพอร์ตี้ วิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยว่า”การกว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลหรือโรงงานผลิตดันราคาที่ดินในหลายพื้นที่ให้พุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการพัฒนาโครงการใหม่จึงสูงตามไปด้วย
ปัจจัยนี้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาบ้านขึ้น คนไทยระดับกลางถึงล่างในย่านนั้นจะเข้าถึงการมีบ้านได้ยากกว่าเดิม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเจอกับภาวะรวยกระจุกจนกระจาย โครงการระดับบนขายดีเพราะมีต่างชาติหนุน ส่วนโครงการระดับล่างถึงกลางกลับมีสินค้าค้างสต็อกจำนวนมากเพราะคนไทยกู้ไม่ผ่านจากปัญหาหนี้ครัวเรือน”
แต่ในแง่บวก อดัม มองว่า “การที่ Google, Amazon และ Microsoft ตัดสินใจปักหมุดสร้าง Cloud Region ในไทย หมายถึงการดึงดูดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ทั้งวิศวกรซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และผู้บริหารระดับสูงให้เข้ามาทำงานในไทย กลุ่มคนเหล่านี้มีกำลังซื้อสูงมาก ต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพเยี่ยมในทำเลที่เดินทางสะดวก สิ่งที่ตามมาคือความต้องการเช่าคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมจะพุ่งสูงขึ้น ผลตอบแทนจากการเช่าหรือ Yield ในทำเลเหล่านี้จึงมีแนวโน้มขยับตัวดีขึ้นสวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ดูซบเซา

นอกจากกลุ่มพนักงานประจำแล้ว การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูด กลุ่ม Digital Nomad หรือคนที่ทำงานที่ไหนก็ได้บนโลกให้เลือกมาใช้ชีวิตที่ไทยมากขึ้น เพราะนอกจากค่าครองชีพจะคุ้มค่าแล้ว อินเทอร์เน็ตยังเร็วและเสถียรในระดับแถวหน้าของภูมิภาค ตลาดเช่าระยะสั้นถึงระยะกลางจึงกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองใหม่สำหรับนักลงทุนที่มองขาด”
“ในขณะที่คนไทยบางส่วนอาจเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้นจากมาตรการคุมเข้มของธนาคาร แต่นี่กลับกลายเป็นโอกาสของผู้ที่มีเงินเย็นหรือนักลงทุนต่างชาติ เพราะผู้พัฒนาโครงการหลายรายเริ่มหันมาอัดโปรโมชั่นและมอบส่วนลดพิเศษเพื่อระบายสต็อกสินค้าเดิม ทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การซื้ออสังหาฯ ในช่วงที่ราคาถูกบีบอัดแต่มีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกมารออยู่หน้าบ้าน จึงเป็นการวางเดิมพันที่คุ้มค่ามากในระยะยาว
ส่วนในพื้นที่ EEC ที่เป็นฐานการผลิตรถยนต์ EV และแผงวงจรไฟฟ้าชั้นสูง การหลั่งไหลเข้ามาของวิศวกรและครอบครัวชาวจีนและชาวไต้หวันกำลังสร้างความต้องการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล การมีงานทำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับคนกลุ่มนี้ ทำให้ภาคอสังหาฯ ในพื้นที่นั้นมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้น้อยกว่าพื้นที่อื่น”
“ผมมองว่าไทยไม่ได้กำลังถอยหลัง แต่เรากำลังรีเซ็ตโครงสร้างใหม่ อุตสาหกรรมเก่าอาจเหนื่อยหน่อย แต่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น S-Curve กำลังจะมาเป็นพระเอกช่วยพยุงภาคอสังหาฯ ให้กลับมาคึกคักอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัยและยั่งยืนกว่าเดิม ใครที่เตรียมตัวพร้อมในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ คือคนที่จะคว้าผลประโยชน์ชิ้นใหญ่ที่สุดไปในวันที่เครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทยเริ่มทำงานเต็มตัว” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอท พรอพเพอร์ตี้ กล่าว
สุดท้ายแล้ว ไทยยังไหวอยู่ไหม?
ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นบอกเราว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมาก ด้านหนึ่งคือปัญหาโครงสร้างเดิมที่รอการแก้ไข ทั้งเรื่องหนี้และการบริโภคในประเทศที่ซบเซา แต่อีกด้านหนึ่งคือโอกาสใหม่จากกลุ่มทุนเทคโนโลยีระดับโลกที่มองเห็นศักยภาพของไทยมากกว่าที่เรามองเห็นตัวเอง
ระหว่างนักวิจารณ์ที่บอกว่าไทยกำลังตาย กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่วางเดิมพันด้วยเงินแสนล้าน ใครจะมองขาดกว่ากัน? คำตอบนี้อาจขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมองไทยในมุมของ “อดีต” หรือ “อนาคต”
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



