
รมว.คลังอินโดนีเซียเล็งเก็บค่าผ่านทางเรือ ช่องแคบมะละกา หวังดึงรายได้จากเส้นทางขนส่งพลังงาน 70% ของเอเชียตะวันออก
ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเก็บค่าผ่านทางจากเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา หวังตามอย่างอิหร่านใช้กับช่องแคบฮอร์มุซ เขายกคำกล่าวของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต มาอธิบายว่าอินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศชายขอบ รัฐบาลมีอำนาจต่อรองสูงจากตำแหน่งที่ตั้งบนเส้นทางเดินเรือระดับโลกอย่างช่องแคบมะละกา
ปัจจุบันเรือสินค้าที่สัญจรผ่านช่องแคบมะละกาไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ปูร์บายา สมมติสถานการณ์ว่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ สามารถร่วมมือกันเก็บค่าผ่านทางจากเรือสินค้าได้ รัฐบาลทั้งสามประเทศจะนำรายได้ส่วนนี้มาแบ่งปันกัน ประเมินว่าอินโดนีเซียกับมาเลเซียควรได้รับส่วนแบ่งมากกว่า สิงคโปร์จะได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าตามขนาดพื้นที่ประเทศที่เล็กกว่า
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีปราโบโวเคยพูดถึงความสำคัญของช่องแคบมะละการะหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธที่ 8 เมษายน ผู้นำอินโดนีเซียชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งกว้างเพียง 60 กิโลเมตรกลายเป็นจุดชี้ชะตาราคาน้ำมันโลก เส้นทางนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศเดียว
ประธานาธิบดีย้ำเตือนให้ตระหนักว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกพึ่งพาพลังงานถึง 70 เปอร์เซ็นต์ผ่านเส้นทางเดินเรือของอินโดนีเซีย น่านน้ำเหล่านี้รวมถึงช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา ช่องแคบมากัสซาร์ สินค้ากับพลังงานส่วนใหญ่ที่เดินทางไปญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน ต้องผ่านน่านน้ำอินโดนีเซีย ผู้นำประเทศจึงเน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องบริหารจัดการความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของช่องแคบมะละกา
ช่องแคบมะละกาเป็นผืนน้ำแคบยาวตั้งอยู่ระหว่างคาบสมุทรมลายูกับเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย ทำหน้าที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียฝั่งทะเลอันดามันเข้ากับมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งทะเลจีนใต้ ความยาวรวมของช่องแคบแห่งนี้อยู่ที่ประมาณ 900 กิโลเมตร
ลักษณะทางภูมิภาพของช่องแคบคล้ายกับปากกรวย บริเวณทางเข้าฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือจะมีความกว้างมากที่สุด ทิศทางผืนน้ำจะค่อยๆ บีบแคบลงเรื่อยๆ เมื่อมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้ จุดที่แคบที่สุดอยู่บริเวณใกล้กับประเทศสิงคโปร์มีความกว้างเพียงประมาณ 2.8 กิโลเมตรเท่านั้น สภาพภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็น “จุดคอขวด” ทำให้เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการเดินเรือเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

ความสำคัญทางเศรษฐกิจระดับโลก
ช่องแคบมะละกาคือเส้นทางเดินเรือทางทะเลที่สั้นที่สุดสำหรับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีปยุโรป กับทวีปเอเชียตะวันออก ความได้เปรียบเรื่องระยะทางช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าพร้อมกับประหยัดเวลาเดินทางได้อย่างมหาศาล ปัจจุบันปริมาณการค้าโลกกว่า 1 ใน 4 เดินทางผ่านเส้นทางนี้ สินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ล้วนพึ่งพาน่านน้ำแห่งนี้เพื่อกระจายสินค้าสู่ตลาดโลก
ความสำคัญสูงสุดของช่องแคบมะละกาคือการเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสายหลักของโลก เรือบรรทุกน้ำมันขนาดมหึมาจากตะวันออกกลางใช้เส้นทางนี้บรรทุกน้ำมันปิโตรเลียมก๊าซธรรมชาติเหลวส่งตรงไปยังประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ในสัดส่วนที่สูงมาก
หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ภัยพิบัติ ภัยคุกคามทางทะเล ความขัดแย้งทางการเมืองจนต้องปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณนี้ชั่วคราว ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกจะหยุดชะงักทันที บริษัทขนส่งเดินเรือต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นที่อ้อมไกลกว่าเดิม ผลกระทบที่ตามมาคือต้นทุนพลังงานกับราคาสินค้าจะพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
ตำแหน่งที่ตั้งของช่องแคบมะละกาจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจ ประเทศที่ตั้งอยู่ริมช่องแคบอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ จึงมีอำนาจต่อรองสูง มีบทบาทสำคัญในการควบคุมดูแลความปลอดภัยการเดินเรือ การเจรจาความร่วมมือทางการเมืองเศรษฐกิจในเวทีโลกจึงมักมีประเด็นเรื่องอิทธิพลเหนือช่องแคบแห่งนี้เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- อิหร่าน ยิงใส่เรือบรรทุกสินค้าเสียหายหนัก ขณะกำลังผ่านช่องแคบฮอร์มุ
- สี จิ้นผิง ประณาม สหรัฐ ใช้กฎหมู่ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เตือนอย่าล้ำเส้
- “สีหศักดิ์” บินถกโอมาน เจรจาใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ-กู้เรือ “มยุรี นารี”
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





