คิมจองอึน ควงลูกสาว โชว์แสนยานุภาพ รัวทดสอบขีปนาวุธ ท้าทายสหรัฐฯ-เกาหลีใต้

คิม จองอึน ควงลูกสาว สังเกตการณ์ทดสอบขีปนาวุธ “ฮวาซอง-11” ติดหัวรบระเบิดลูกปราย โชว์แสนยานุภาพเจาะระบบป้องกันสหรัฐฯ
สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่าเกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบยิงขีปนาวุธติดหัวรบระเบิดลูกปราย ซึ่งถือเป็นการทดสอบอาวุธครั้งที่สองในเดือนนี้แล้ว การเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างหนักของเกาหลีเหนือในการขยายขีดความสามารถทางทหาร เพื่อเจาะทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้
รายงานของ KCNA สอดคล้องกับข้อมูลที่กองทัพเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ตรวจพบการยิงขีปนาวุธหลายลูกบริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกของเกาหลีเหนือเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพถ่ายที่ทางการเกาหลีเหนือเปิดเผยแสดงให้เห็น คิม จองอึน ผู้นำสูงสุด พร้อมด้วยลูกสาววัยรุ่นที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำเข้าคู่กัน ยืนอยู่บริเวณจุดสังเกตการณ์ริมชายฝั่งเพื่อชมการยิงขีปนาวุธพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทิ้งกลุ่มควันสีเทาไว้เบื้องหลัง
ลูกสาวของ คิม จองอึน หรือ “คิม จูแอ” ซึ่งหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้เคยประเมินไว้ว่า เธออาจได้รับการวางตัวให้เป็นทายาทสืบทอดอำนาจทางการเมืองคนต่อไปของผู้นำคิม

สำหรับการทดสอบอาวุธในครั้งนี้ KCNA ระบุว่า ผู้นำคิมได้ลงพื้นที่ควบคุมการยิงขีปนาวุธนำวิถีจากพื้นสู่พื้นรุ่นอัปเกรด ชื่อว่า ฮวาซอง-11 รา (Hwasong-11 Ra) จำนวน 5 ลูก ซึ่งมีการติดตั้งหัวรบระเบิดลูกปรายและหัวรบทุ่นระเบิดสังหาร ขีปนาวุธทั้งหมดพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมายจำลองบนเกาะแห่งหนึ่งได้อย่างแม่นยำ
คิม จองอึน แสดงความพึงพอใจอย่างมากต่อผลการทดสอบ โดยระบุว่าอาวุธชนิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในปฏิบัติการทางทหาร เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการโจมตีแบบหนาแน่น ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือน เกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบขีปนาวุธ ฮวาซอง-11 คา (Hwasong-11 Ka) ที่อ้างว่ามีอานุภาพทำลายล้างครอบคลุมพื้นที่กว้างถึง 16-17.2 เอเคอร์ให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้
แม้เกาหลีเหนือจะเคยทดสอบหัวรบระเบิดลูกปรายมาก่อนแล้ว แต่นักสังเกตการณ์ระหว่างประเทศมองว่า สถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอลในตะวันออกกลาง อาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกาหลีเหนือต้องการแสดงแสนยานุภาพว่าตนเองก็ครอบครองระเบิดลูกปรายที่มีประสิทธิภาพทำลายล้างสูงเช่นกัน
อานุภาพของระเบิดลูกปรายเป็นที่ประจักษ์ชัดจากกรณีที่อิหร่านใช้ยิงถล่มอิสราเอล หัวรบชนิดนี้จะแตกตัวกลางอากาศแล้วกระจายระเบิดลูกเล็กๆ หลายสิบลูกออกไปเป็นวงกว้าง ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศทำงานสกัดกั้นได้ยากลำบาก แม้ปัจจุบันจะมีกว่า 120 ประเทศลงนามแบนการใช้อาวุธชนิดนี้ แต่เกาหลีเหนือ อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ต่างไม่ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว
นับตั้งแต่การเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่าง คิม จองอึน และโดนัลด์ ทรัมป์ ล้มเหลวลงในปี 2019 เกาหลีเหนือได้เร่งขยายคลังแสงนิวเคลียร์และจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงมากมาย อาทิ ขีปนาวุธนิวเคลียร์แบบหลายหัวรบ อาวุธไฮเปอร์โซนิก และขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชนะระบบป้องกันขีปนาวุธของชาติพันธมิตร
ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ เคยแสดงความต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับผู้นำเกาหลีเหนืออีกครั้ง ขณะที่คิม จองอึน ก็เปิดประตูรับการเจรจา แต่มีเงื่อนไขว่าสหรัฐฯ ต้องล้มเลิกข้อเรียกร้องให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ก่อน นักวิเคราะห์มองว่าการรัวทดสอบอาวุธของเกาหลีเหนือในช่วงนี้ อาจมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการทูต ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางไปประชุมสุดยอดกับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่กรุงปักกิ่ง ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้
ที่มา: THE TIMES OF ISRAEL
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เกาหลีเหนือ ประกาศยกเลิกแข่ง “เปียงยางมาราธอน” ด้วยเหตุผล “บางประการ”
- สะพัด! “คิมจองอึน” เลือกลูกสาว เป็นผู้นำเกาหลีเหนือคนต่อไป
- ภาพหายาก ผู้นำเกาหลีเหนือยิ้มหวาน ตรวจความพร้อมรีสอร์ทหรูแห่งใหม่
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





