ข่าว

“การดี” เตือนรัฐบาล ไลฟ์สดทุเรียน ช่วยได้แค่ชั่วคราว แต่อย่าลืมยุทธศาสตร์ชาติ

“การดี” วิจารณ์นโยบายไลฟ์สด ขายทุเรียนของรัฐบาล หวั่นเสียเวลาจนลืมวางยุทธศาสตร์ประเทศ หลังเวียดนามจ่อต้นคอชิงตลาดจีน

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก การดี เลียวไพโรจน์ – Karndee Leopairote ระบุว่า “ขอพระขอบคุณสำหรับความครีเอทีฟและลงมือวิธีการนอกกรอบ แนวคิดผู้บริหารเอกชน จิตวิญญาณการค้าน่าชื่นชมค่ะ แต่อ้อกลัวต้องมาไลฟ์วนไปทุกสินค้า เดี๋ยวจะไม่มีเวลาให้กับยุทธศาสตร์ประเทศ

เริ่มที่ทุเรียน สงสัยว่า ทุเรียนไทย ที่ถือว่ามีศักยภาพด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว (ทั้งชื่อเสียง คุณภาพและ GI) พาตัวเองมาถึงจุด ๆ นี้ได้อย่างไร

ข่าวจากปีที่แล้วและต้นปีนี้ เวียดนามส่งออกทุเรียนไปจีนได้ถึง 3,440 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ก้าวกระโดดมาจ่อต้นคอทุเรียนไทยที่ส่งออกจีน 4,000 ล้านดอลลาร์ เวียดนามใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 ปีเท่านั้นจากที่ได้รับอนุญาตส่งออกไปจีนอย่างเป็นทางการ (จากส่วนแบ่งมูลค่าตลาด 0% มาเป็น 40+% และปริมาณก็แซงไทยไปแล้ว)

เวียดนามเริ่มมีความได้เปรียบอย่างก้าวกระโดดจาก ระยะทางการขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ การขนส่งควบคุมอุณหภูมิ มีทุเรียนนอกฤดูกาล สายพันธุ์ที่ออกได้ทั้งปี

แต่ถ้าเราแข่งมุ่งแต่ส่งจีนซึ่งปัจจุบันสูงถึง 97% พอ ๆ กับเวียดนาม เราน่าจะถึงจุดตันและเจอความเสี่ยงจากการไม่ diversify market ในขณะที่ตลาด “พรีเมียม” ที่ญี่ปุ่น ฮ่องกง (ที่เวียดนามไปเปิดตลาดพรีเมียมไว้แล้ว) เกาหลี ตะวันออกกลาง และยุโรป ยังเป็นโอกาส

สินค้าการเกษตร ไปต่อยังไง ถ้าไม่ตั้งหลักปรับโครงสร้างและนโยบาย

ตอนหาเสียง จัดเก้าอี้รองนายก รัฐมนตรี ที่จะให้รองนายกพี่แต๋มดูทั้งซัพพลายเชน จากผลิตไปจนขาย อัอเห็นด้วยมากเลยค่ะ แต่ตอนนี้มันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะสิ นี่มัน “พรสวรรค์ทิพย์” ของท่านนายกในการมอบหมายงานนิ มาดูกรณีศึกษาคลาสสิกของประเทศที่ส่งออกผลผลิตเกษตรได้ดี ทั้ง ๆ ที่ในเชิงทรัพยากรธรรมชาติมีข้อจำกัดกว่าเราเยอะ

เนเธอร์แลนด์ ทำน้อยแต่ได้มากด้วยเทคโนโลยี precision farming ใช้ทั้งโดรน ตรวจวัดข้อมูลดิน ยกระดับเกษตรกร ระบบโลจิสติกส์คุณภาพสูง มีพื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่าไทยถึง 7 เท่า แต่ส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่ามากกว่าไทยถึง 4 เท่า เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากอเมริกา

นิวซีแลนด์ แก้ปัญหาต้นทุนแพงด้วยการดันตัวเองและยกระดับเกษตรกรและสินค้าไปอยู่ในตลาด premium เน้นคุณภาพสูง สร้างแบรนด์ชัดเจน เช่นผลไม้กีวี ที่จริงๆมีชื่อว่า Chinese Gooseberry ยังทำให้เราเชื่อเลยว่าเป็นผลไม้ท้องถิ่นของนิวซีแลนด์ ขายเป็นลูก ไม่ขายเป็นโล

บทบาทรัฐ คือ วางยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตและยั่งยืน

เรามาเน้นสร้างกระแสในการอัพเกรดห่วงโซ่อุปทานและเรื่องที่สำคัญกันค่ะ

1) อินฟราทั้งประเทศ ช่วยให้จัดการแม่นยำลดต้นทุน

  • Market signal prediction ใช้ข้อมูลตลาดและเทรนด์การบริโภคมาใช้สนับสนุนการผลิต
  • R&D พัฒนาสายพันธ์
  • Crop diversification ช่วยวางแผนกระจายความเสี่ยง สนับสนุนเครื่องมือ
  • Precision tech
  • จัดการความเสี่ยงป้องกันภัยพิบัติ น้ำท่วม น้ำแล้ง
  • ส่งเสริ.ปุ๋ยคุณภาพดี ราคาต่ำ

เรื่องใหญ่เรื่องยาก ไม่ค่อยมีใครแตะ แต่ถ้าปล่อยไปเรื่อยเกษตรกรก็แบกรับต้นทุนที่สูง แข่งกับใครได้ยาก

2) อุตสาหกรรมกลางน้ำ แปรรูป และการกระจายสินค้า

  • เทคโนโลยีแปรรูปในระดับชุมชน
  • ระบบ cold chain, ลดต้นทุนโลจิสติกส์
  • เปลี่ยนจากส่งออก “อาหาร หรือ วัตถุดิบ” มาเป็น ส่งออก “สารอาหาร”
  • เปลี่ยนจากการส่งออกยางพาราเป็น medical grade rubber
  • เปลี่ยนจากส่งออกปาล์มเป็น special oil

3) แบรนด์และการตลาดถูกใจ เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่

  • พรีเมียมแบรนด์
  • digital platform เชื่อมเกษตรกรตรงกับผู้ซื้อ
  • ลดขั้นตอนในห่วงโซ่อุปทานที่ไม่เพิ่มมูลค่า
  • อื่น ๆ อีกมากมาย

เชิญ รมว. เกษตรและสหกรณ์ (ซึ่งควรอัพเกรด กระทรวงเกษตรและอาหาร ได้แล้ว) อว. ดีอี คมนาคม มาตั้งเป้ากันใหม่ค่ะ ไลฟ์สดขายได้ไม่กี่ชั่วโมง นโยบายและยุทธศาสตร์ที่ดี ช่วยให้ขายได้ขายดี เปลี่ยนคุณภาพชีวิตได้เป็นช่วงอายุคนเลยค่ะ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Suriyen J.

นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button