บันเทิง

“ทราย สก๊อต” เล่าทั้งน้ำตา เผยเหตุผลเป็น “นักอนุรักษ์ฯ” กับสิ่งที่ไม่เคยมีตอนเด็ก

“ทราย สก๊อต” เล่าทั้งน้ำตา เผยเหตุผลเป็น “นักอนุรักษ์ฯ” กับมรสุมชีวิตครอบครัว และสิ่งที่ไม่เคยมีตอนเด็ก

จากกรณีดรามามหากาพย์เกี่ยวกับ “ทราย สก๊อต” หลังเปิดเผยเรื่องราวถูกพี่ชายล่วงละเมิดทางเพศ และถูกคนในครอบครัวฟ้องร้องเรื่องที่ดินมรดก จนกลายเป็นกระแสสังคมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง รายการโหนกระแส ดำเนินรายการโดย หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย ได้เชิญ ทราย สก๊อต มาสัมภาษณ์เปิดใจต่อประเด็นดังกล่าว

ทราย สก๊อต เปิดเผยเหตุผลที่หันมาทำงานเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่า เดิมเรียนที่ไทยมาก่อน จากนั้นไปเรียนมหาวิทยาลัยและอาศัยในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 6 ปี ก่อนกลับมาไทยเมื่อประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา และเริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักอนุรักษ์ฯ

ทราย สก๊อต เล่าต่อว่า “ตอนที่ทรายไปอยู่ต่างประเทศ ทรายใช้เวลาบำบัดตัวเองกับจิตวิทยา คือเราไปทำงานกับจิตแพทย์ แล้วค่อย ๆ ปลดล็อกเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราเจอตอนเด็ก ซึ่งด้วยจังหวะโควิดเราต้องกลับมา แล้วพร้อมที่จะเผชิญเรื่องนี้ ซึ่งตอนที่กลับมาปีแรกเราก็เริ่มบอกคนในครอบครัวว่าเราเจออะไรบ้าง

เมื่อสิ่งที่เราพูดไปมันไม่ค่อยมีน้ำหนัก สุดท้ายแล้วเราก็จากที่อยู่กับครอบครัวในกรุงเทพฯ หรือที่หัวหิน แล้วก็เลยไปภาคใต้และไปเริ่มต้นชีวิตใหม่”

ทราย สก๊อต ในรายการ โหนกระแส
YT/ โหนกระแส [Hone-Krasae] official
ทราย สก๊อต เผยถึงสิ่งที่ทำแรก ๆ หลังจากเป็นนักอนุรักษ์ว่า “อยู่กับทะเลครับ ว่ายน้ำ เก็บขยะ รู้สึกว่าเขาเป็นที่เดียวที่เยียวยาจิตใจเราได้ งานทุกแบบที่เราอยู่แค่หาเหตุผลที่จะอยู่กับทะเลเราก็ขอบคุณเขาทุกวัน แล้วเราก็ไปเก็บขยะกับอุทยาน เราไปเป็นเจ้าหน้าที่ เราว่ายน้ำ ทุกอย่างครับ”

จากนั้น ทราย สก๊อต เผยเหตุผลที่ไปช่วยจัดการไฟป่าที่ จ.เชียงใหม่ ว่า “เราเป็นห่วงทรัพยากร เมื่อเรารู้ว่ามีปัญหา เราก็หาทางที่จะไปแล้วเรียนรู้เรื่องปัญหา เพื่อเราอยากเข้าใจทุกปัญหาที่เกิดขึ้นสิ่งแวดล้อม” และได้เล่าเหตุผลที่เข้าร่วมเรียกร้องประเด็นช้างสีดอหูพับว่า “บางทีทรายรู้สึกว่าเหมือนเราอยากเป็นเสียงให้กับสิ่งที่มีความไม่ยุติธรรม รู้สึกว่าคือสิ่งที่ถูกต้องที่ต้องทำ”

ทราย สก๊อต เปิดใจทั้งน้ำตาว่า “ทรายแค่รู้ว่าในวันที่ทรายไม่ได้มีครอบครัว ทรายมีแต่ทะเลกับทรัพยากร เขาเป็นพ่อที่เราไม่เคยมี และเขาเป็นแม่ที่เราไม่เคยมี เขาไม่เคยทำร้ายเรา แล้วทรายตอนอยู่ในธรรมชาติทรายรู้สึกว่าเราเป็นมากกว่าแค่ผู้ชายที่โดนข่มขืน มากกว่าผู้ชายที่โดนครอบครัวทิ้ง

เหมือนเราต้องเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ตอนเด็ก ตอนทรายแต่เด็กทรายแค่หวังว่าจะมีเหมือนคนมาช่วยเราหรือคนที่ช่วยสิ่งอื่น ๆ แล้วตอนเราโตขึ้นเรารู้สึกว่าสิ่งพวกนี้ไม่มีจริงถ้าเกิดเราไม่ลุกขึ้นมาเป็นเอง ทุกวันที่ทรายได้เป็นตัวเองที่มันชัดเจน มันรู้สึกว่าเราได้ผลักความเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับเราไปห่างขึ้น”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Suriyen J.

นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button