“พิธา” ยืนยันไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครอง ยื่นแก้ ม.112 ชี้ชะตา 44 สส. วันนี้

พิธา ยืนยันไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครอง ยื่นแก้ ม.112 เป็นการใช้พื้นที่สภาผู้แทนราษฎร ในการแลกเปลี่ยนอย่างสันติ จับตาชี้ชะตา 44 สส. วันนี้
จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย แก้ ม.112 ล้มล้างการปกครอง สั่งยุติการกระทำ เลิกแสดงความเห็น เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ทำให้อ่อนแอลง นำไปสู่การล้มล้างการปกครอง โดยในช่วงหนึ่งศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การที่ผู้ร้องที่ 1 และ สส. รวม 44 คน ยื่นแก้กฎหมาย ม.112 มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติม ม.112 จากเดิมหมวด 1 ลักษณะ 1 ความผิดมั่นคงของประเทศ เป็นการกระทำเพื่อมุ่งหวังทำให้ไม่มีความร้ายแรงเท่ากับความผิดต่อความมั่นคง มีเจตนามุ่งหมายที่แยกสถาบันกับประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ
ก่อนที่เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หอบสำนวนยื่นศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 69 ที่ผ่าน โดยศาลฎีกาจะพิจารณาว่ารับคำร้องหรือไม่ รวมถึงคำสั่งเพิ่มเติมในวันที่ 24 เมษายนนี้นั้น
ล่าสุดนาย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และเป็นหนึ่งใน 44 สส. ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กระบุว่า “ผมขอยืนยันเจตนาของพวกเราว่า การเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติในครั้งนั้น มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามที่จะใช้ “สภาผู้แทนราษฎร” ในฐานะพื้นที่ของผู้แทนประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ในช่วงเวลานั้น สังคมไทยมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง หากปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่โดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยและมีความชอบธรรม ก็มีความเสี่ยงที่จะลุกลามบานปลายเกินกว่าที่พี่น้องประชาชนจะคาดคิด ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ทำ คือนำเรื่องนี้กลับเข้ามาอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อให้มีการอภิปราย และแลกเปลี่ยนกันอย่างมีวุฒิภาวะในสภาที่มีข้อบังคับชัดเจน ซึ่งเป็นวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตย และได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในนานาอารยประเทศ
ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำดังกล่าวไม่ควรเป็นคดีมาตั้งแต่ต้น แต่ทั้งหมดคือกระบวนการ “นิติสงคราม” ที่มุ่งหยุดยั้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภาของพวกเรา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน
ผมอยากให้ทุกฝ่ายลองมองอีกมุมหนึ่งว่า โดยหลักการแล้ว การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” อย่างเข้มข้น โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้แบบเลือกปฏิบัติ ไร้การถ่วงดุลและตรวจสอบ “มาตรฐานทางจริยธรรม”อาจถูกนำมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงและไร้สัดส่วนได้ และสิ่งนั้นต่างหากที่กำลังเซาะกร่อน บ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยของเราทุกคน
สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ในมุมของคนที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่มาก่อน 6 เดือนก่อนกลับเข้าสภา ผมเห็นว่า พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะ
หนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ภายใต้กลไกการควบคุมตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขได้ในภายหลัง
สอง พวกเขามีบทบาทสำคัญในการทำงานของสภา ทั้งการตรากฎหมาย และการควบคุมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
และสาม ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง 10 คน ก็ไม่สามารถดำเนินการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภาในลักษณะเดิมซ้ำได้อยู่แล้ว
ดังนั้น การให้ทั้ง 10 คนยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จึงมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐหรือการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอลง แต่เป็นการพิทักษ์รักษาระบอบรัฐสภา และความต่อเนื่องของการทำงานเพื่อประชาชนอย่างเข้มแข็งในระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ลุ้นระทึก! จับตาศาลฎีกา ชี้ชะตา 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปมเสนอแก้ ม.112 พรุ่งนี้
- 10 สส. พรรคประชาชนลุ้น ศาลฎีกาพิจารณารับคำร้อง ป.ป.ช. คดีแก้ ม.112
- พรรคประชาชน เลื่อนแถลงใหญ่ ความคืบหน้าคดี 44 สส. ลงชื่อแก้ ม.112
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



