ศาลอาญาฯ ยกฟ้อง “ทนายเดชา-ลูกหมี” คดีหมิ่น “ปู มัณฑนา” ชี้หลักฐานไม่ชัด

ศาลอาญาฯ พิพากษายกฟ้อง “ทนายเดชา-ลูกหมี” คดีหมิ่นประมาท “ปู มัณฑนา” ชี้พยานหลักฐานไม่ชัดเจน เป็นการสัมภาษณ์โดยสุจริต
วันที่ 24 มี.ค. 2569 ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ทนายคลายทุกข์ ระบุว่า “9.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องคดีหมิ่นประมาทระหว่าง ปู มัณฑนา โจทก์ กับทนายเดชาที่ 1 ลูกหมี ที่ 2 จำเลย” พร้อมทั้งระบุรายละเอียดว่า

คดีหมายเลขดำที่ อ 2068 / 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้ระหว่าง นางมัณฑนา กับนายเดชากับพวกสองคน ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เหตุผลโดยย่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า เป็นหนี้สองล้านบาทกับการเปิดเผยหนี้ของโจทก์ด้วยการเปิดเผยชื่อโจทก์โดยไม่ปกปิดชื่อ โดยโจทก์มิได้ส่งคลิปวิดีโอดังกล่าวหรือเอกสารหนังสือหรือสิ่งอื่นที่ได้ถอดถ้อยคำการให้สัมภาษณ์ของจำเลยทั้งสอง อันเกี่ยวกับหมิ่นประมาทติดมาท้ายฟ้องด้วยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) ตอนท้าย จึงต้องพิจารณาเฉพาะที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องเท่านั้น
ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสารหมาย จ9 เป็นเพียงภาพจำเลยทั้งสองส่วนเอกสารหมายจอ 10 เป็นภาพจำเลยที่สองถือเอกสารฉบับหนึ่งและเอกสารหมายจอ 11 เป็นภาพสัญญากู้ยืมเงินแต่เอกสารหมายจอเก้าถึง 11 ไม่ปรากฏข้อความว่าโจทก์เป็นหนี้ 2,000,000 และข้อความว่าโจทก์เป็นหนี้แล้วไม่จ่ายดังที่อ้างในฟ้อง
เมื่อพิเคราะห์จากคลิปเอกสารหมายวอจอหนึ่งมีใจความว่า จำเลยที่สองเป็นคู่กรณีพิพาทกับโจทก์ส่วนจำเลยที่หนึ่งเป็นทนายจำเลยที่สองจำเลยทั้งสองเดินทางไป สน.ทองหล่อ เพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเรื่องการกู้ยืมเงินซึ่งจำเลยทั้งสองร่วมร่วมกันให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ ในการที่จำเลยที่สองให้โจทก์กู้ยืมเงิน อาทิ การที่โจทก์ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่สองจำนวน
แท้จริงตามสัญญากู้ยืมเงินเช็คออกเพื่อชำระหนี้อัตราดอกเบี้ย การลงลายมือชื่อในสัญญาเป็นต้นถ้อยคำของจำเลยทั้งสองจะผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ต้องพิจารณาจากวิญญูชนทั่วไป มิไม่ใช่อาศัยแต่เพียงความรู้สึกของโจทก์เท่านั้น ถ้อยคำของจำเลยทั้งสองถึงขั้นทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง
ทั้งการที่จำเลยทั้งสองให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวดังกล่าวมีลักษณะการให้สัมภาษณ์โต้ตอบการให้สัมภาษณ์ของฝ่ายโจทก์ที่โจทก์และทนายโจทก์ได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวไปก่อนหน้าแล้ว จึงมีลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียของตนตามครองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329
ส่วนความผิดตามพรบทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 วงเล็บสามนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาได้ความเพียงว่าจำเลยที่สองเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่สองเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของลูกหนี้รายอื่นๆ อีกและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่สองเป็นผู้ให้สินเชื่อหรือประกอบธุรกิจตามกฏหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคหรือเจ้าหนี้ให้กู้ยืมเงินเป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้โดยจำเลยที่สองประกอบอาชีพเป็นนักแสดงนางแบบและครูสอนเดินแบบ
ดังนั้นจำเลยที่สองจึงมิใช่ผู้ทวงถามหนี้ตามทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตราสาม และความผิดตามมาตรา 11 วงเล็บสามแห่งพรบดังกล่าว ผู้กระทำจะต้องอยู่ในฐานะผู้ทวงถามหนี้ดังนั้นแม้การที่จำเลยที่สองให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวจึงทำให้ปรากฏชื่อของโจทก์ว่าเป็นลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินจากจำเลยที่สองในสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่สองแสดงต่อผู้สื่อข่าวก็ตามการกระทำของจำเลยที่สองย่อมไม่อาจเป็นความผิดตามพรบทวงถามหนี้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “ปู มัณฑนา” เตรียมพบอัยการ ซัด “ทนายตุ๋ย-หนุ่ม กรรชัย” ทำเสื่อมเสียชื่อเสียง
- ไม่จบง่ายๆ! ปู มัณฑนา โพสต์ถึง กรรชัย-พระแก้ว-ทนายตุ๋ย หลังศาลสั่งจำคุก 2 ปี
- “ปู มัณฑนา” เดินหน้าฟ้องกลับ 4 คดีรวด ปมถูกพาดพิงออกสื่อ ลั่นเกมนี้คนละหมัด
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





