ไลฟ์สไตล์

สังคมไทยกับ “การเบลมเหยื่อ” ปัญหาสังคม ที่ผู้ถูกกระทำ ไม่กล้าเรียกหาความยุติธรรม

สังคมไทยกับ “การเบลมเหยื่อ” ปัญหาสังคม ที่ผู้ถูกกระทำ ไม่กล้าเรียกหาความยุติธรรม เจาะพฤติกรรมทำไมต้องซ้ำเติมเหยื่อ

จากกรณีที่ “ทราย สก๊อต” ออกมาเปิดเผยเรื่องราวการถูกล่วงละเมิดทางเพศต่อสาธารณะพร้อมหลักฐาน จนสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าผู้กระทำเป็นคนในครอบครัว ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับสังคมมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นยังมีบุคคลมีชื่อเสียงหลายคนที่ถูกวิจารณ์จนต้องออกมาขอโทษและยืนยันจุดยืนว่าไม่สนับสนุนความรุนแรงในครอบครัวทุกรูปแบบ

ในขณะเดียวกันก็มีชาวเน็ตอีกส่วนหนึ่งตั้งคำถามว่าทำไมต้องออกมาเปิดเผยเรื่องส่วนตัวต่อสาธารณะ บางคนมองว่าการระบุตัวผู้กระทำเป็นการยัดเยียดให้คนอื่นกลายเป็นคนผิด หรือมองว่าเป็นการเรียกร้องความสงสาร ทัศนคติเหล่านี้คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “การโทษเหยื่อ” หรือ Victim Blaming ซึ่งเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมมาอย่างยาวนาน

การโทษเหยื่อ คืออะไร และส่งผลเสียอย่างไร

การโทษเหยื่อ (Victim Blaming) คือการที่ผู้ถูกกระทำถูกกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุหรือมีส่วนทำให้เกิดเหตุร้ายขึ้นกับตนเอง ทัศนคติแบบนี้ไม่ได้แค่ซ้ำเติมความเจ็บปวดให้กับผู้เสียหายเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เหยื่อหลายรายไม่กล้าลุกขึ้นเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตัวเอง และยังเป็นการลดทอนความร้ายแรงของการกระทำผิด พร้อมเพิ่มความชอบธรรมให้ผู้กระทำโดยไม่รู้ตัว ผลที่ตามมาคือสังคมขาดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเหยื่อ และความคิดแบบนี้ยังบิดเบือนการตัดสินเชิงจริยธรรมของคนในสังคมอีกด้วย

เหตุใดคนจึงโทษเหยื่อ

การศึกษาทางจิตวิทยาพบว่า พฤติกรรมการโยนความผิดไปยังเหยื่อมีความเชื่อมโยงกับแนวคิดที่ว่า “โลกนี้มีความยุติธรรม” หรือ Belief in a Just World ซึ่งเป็นความเชื่อว่าคนทำดีได้ดี คนทำชั่วได้ชั่ว และสิ่งที่เกิดขึ้นกับใครก็คู่ควรกับคนนั้น ความเชื่อนี้เป็นแรงจูงใจพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องการเห็นโลกมีระบบและระเบียบ โดยจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิต การหล่อหลอมทางสังคม และความเชื่อทางศาสนาของแต่ละคน

กลไกนี้เริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเด็กเรียนรู้ว่าการอดทนและพยายามจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต ความเชื่อดังกล่าวจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าอยู่ในโลกที่ยุติธรรม อย่างไรก็ตามเมื่อเติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะและเห็นโลกมากขึ้น ความเชื่อนี้มักเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ยืดหยุ่นและคำนึงถึงความยุติธรรมที่แท้จริงมากขึ้น

ความเชื่อโลกยุติธรรม “เกราะจิตใจ” ที่มีสองหน้า

นักจิตวิทยาอธิบายว่าความเชื่อเรื่องโลกยุติธรรมคือความลำเอียงทางปัญญา (Cognitive Bias) ที่ช่วยให้มนุษย์รับมือกับความเครียดจากสิ่งที่ไม่ยุติธรรมในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น คนที่มีความเชื่อนี้มักมองโลกในแง่ดี ยอมรับเหตุการณ์ไม่ยุติธรรมได้ง่ายกว่า และรู้สึกว่าตัวเองควบคุมชีวิตได้มากกว่า

แต่อีกด้านของความเชื่อนี้คือการดูหมิ่นเหยื่อและการกีดกันทางสังคม เมื่อพบเหตุการณ์ที่ผู้บริสุทธิ์ถูกกระทำ ผู้ที่ยึดความเชื่อนี้จะพยายามหาเหตุผลว่าเหยื่อต้องทำอะไรผิดมาก่อน เพื่อรักษาความรู้สึกว่าโลกยังคงยุติธรรมอยู่ ยิ่งในกรณีที่รู้สึกว่าช่วยอะไรเหยื่อไม่ได้ การโยนความผิดให้เหยื่อยิ่งมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากขึ้น

ผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อของการโทษเหยื่อได้เช่นกัน

การโทษเหยื่อในคดีล่วงละเมิดทางเพศยังมีส่วนเชื่อมโยงกับอคติทางเพศอย่างลึกซึ้ง โดยไม่ได้ส่งผลเสียต่อเหยื่อเพศหญิงเพียงอย่างเดียว เพศชายเองก็ได้รับผลกระทบจากอคติทางเพศที่ฝังรากลึกในสังคมเช่นกัน เพศชายมักถูกคาดหวังให้เข้มแข็ง ไม่แสดงความอ่อนแอ จึงถูกตั้งคำถามถึงเจตนาและความสามารถเมื่อตกเป็นเหยื่อ แทนที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ

ในหลายกรณีที่เพศชายถูกล่วงละเมิดทางเพศ เรื่องดังกล่าวมักถูกมองเป็นเรื่องขำขัน หรือถูกลดทอนความร้ายแรงลงไปอย่างมาก ทำให้เหยื่อชายจำนวนมากไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราวของตนเอง ต้องแบกรับความเจ็บปวดเพียงลำพังเพราะกลัวความอับอายและการถูกดูหมิ่นจากสังคม

แก้ปัญหา “การโทษเหยื่อ” ต้องเริ่มจากตัวเราเอง

การลดทอนปัญหาการโทษเหยื่อต้องเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันในวิธีคิดของตนเอง สังคมต้องช่วยกันย้ำว่าเหยื่อคือผู้ถูกกระทำและเป็นผู้ที่ต้องการการช่วยเหลือและการปกป้อง ลักษณะส่วนตัวของเหยื่อไม่ใช่เหตุผลของการถูกทำร้ายหรือถูกล่วงละเมิดแต่อย่างใด

ความยุติธรรมในสังคมไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องร่วมกันสร้างขึ้น ความยุติธรรมที่แท้จริงคือการที่เหยื่อมีพื้นที่ปลอดภัยในการเรียกร้องสิทธิ์และได้ชีวิตปกติกลับคืนมา ส่วนผู้ที่ควรถูกตั้งคำถามคือผู้กระทำผิด เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

ข้อมูลจาก: คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Suriyen J.

นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button