เปิดวิธีนับคะแนนเลือกตั้ง 6 ประเทศ ง่ายแถมตรวจสอบได้ ความเชื่อมั่นระดับโลก

ส่องวิธีนับคะแนนเลือกตั้ง 6 ประเทศ ตั้งแต่ความดั้งเดิมจนถึงเทคโนโลยีสุดล้ำ แตกต่างแต่มีเป้าหมายเดียวกัน มุ่งเน้นความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนทั่วโลก
ในโลกของระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้ง คือหัวใจสำคัญ แต่ละประเทศมีวิธีจัดการคะแนนเสียงที่แตกต่างกันไปตามบริบทสังคมและเทคโนโลยี วันนี้จะพาคุณไปสำรวจระบบนับคะแนนของ 6 ประเทศ ตั้งแต่ความละเมียดละไมของญี่ปุ่น ไปจนถึงระบบดิจิทัลสุดล้ำของเอสโตเนีย เพื่อให้เห็นว่ากว่าจะออกมาเป็นผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง
ญี่ปุ่น เขียนชื่อด้วยลายมือ แต่ตรวจสอบรัดกุม
ญี่ปุ่นจัดการเลือกตั้งวันเดียวกันกับประเทศไทย คือ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นการเลือก สส. เขต และ เลือกพรรคการเมือง ซึ่งใช้วิธีการเขียนชื่อผู้สมัครโดยใช้ดินสอ ลงบนกระดาษชนิดพิเศษ ทนน้ำและป้องกันการฉีกขาด หากเขียนผิดและต้องการลบ รอยดินสอเก่าก็จะยังอยู่ แถมยังสามารถคลี่ตัวได้เองแม้จะพับและหย่อยลงหีบแล้ว
การเลือกตั้งโดยการเขียนชื่อนั้นสามารถลดวิธีการโกงได้ เช่น การกากากบาทช่องคะแนนผู้สมัครรอไว้ก่อนแล้วไปแอบหย่อนทีหลังก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะบัตรแต่ละใบจะมีลายมือที่แตกต่างกัน
หลังจากเขียนชื่อผู้ที่ต้องการเลือกแล้วให้นำไปหย่อยใส่หีบโลหะที่ล็อคด้วยกุญแจเหล็กและนำหีบทั้งหมดไปรวมไว้ที่ศูนย์นับคะแนน จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำกระดาษมาใส่ในเครื่องอ่านอัตโนมัติ โดยตัวเครื่องจะสแกนลายมือและแยกไปตามช่องของผู้สมัครแต่ละราย หากพบลายมือที่อ่านไม่ออกจริง ๆ จะให้เจ้าหน้ามาพิจารณาอย่างละเอียด
อินเดีย ยักษ์ใหญ่กับระบบ EVM และ VVPAT
อินเดียจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โดยใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVM) มาตั้งแต่ปี 2000 เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ กระทั่งปี 2013 มีการเพิ่มระบบ VVPAT เพื่อพิมพ์สลิปกระดาษให้ผู้ใช้สิทธิยืนยันว่าคะแนนของตนถูกต้อง
เริ่มต้นด้วยการนับคะแนนจากบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ก่อน จากนั้นจึงเริ่มนับคะแนนจากเครื่อง EVM
ศาลฎีกาสั่งให้สุ่มเลือก 5 สถานีเลือกตั้งในแต่ละเขตมานับสลิป VVPAT เพื่อเทียบกับผลจากเครื่อง EVM หากตัวเลขไม่ตรงกัน ให้ยึดคะแนนจากสลิปกระดาษเป็นหลัก โดยมีเจ้าหน้าที่ Returning Officer (RO) เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมดในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ
สหรัฐอเมริกา ความหลากหลายในแต่ละรัฐ
การเลือกตั้งสหรัฐฯ ไม่มีมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ แต่ละรัฐมีกฎเกณฑ์ของตัวเอง ซึ่งมักทำให้การนับคะแนนใช้เวลานานหลายวัน ตัวอย่างเช่น รัฐอย่างเพนซิลเวเนียและวิสคอนซิน ห้ามเจ้าหน้าที่เริ่มนับคะแนนล่วงหน้าจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง ทำให้การประกาศผลล่าช้า
ส่วนใหญ่ใช้เครื่องสแกนแสงในการอ่านคะแนนและจะมีการตรวจสอบซ้ำด้วยมือ นอกจากนี้ยังมีบัตรชั่วคราว สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ซึ่งต้องรอการตรวจสอบยืนยันภายหลัง
บางรัฐมีกฎนับคะแนนใหม่โดยอัตโนมัติหากผลแพ้ชนะห่างกันไม่เกิน 0.5%
ไต้หวัน นับคะแนนแบบเปิดเผยต่อหน้าประชาชน
ไต้หวันใช้ระบบเลือกตั้งแบบผสมและมีกฎระเบียบที่เคร่งครัดมากในวันเลือกตั้ง โดยเริ่ม 08.00 น. ถึง 16.00 น. ผู้มีสิทธิพกบัตรประชาชนไปที่คูหาตามทะเบียนบ้านและใช้ตราประทับพิเศษที่รัฐจัดไว้ให้เท่านั้น
ส่วนการนับคะแนนทำภายในคูหาโดยเปิดหีบแล้วชูบัตรให้ผู้ที่มาร่วมสังเกตการณ์เห็นทีละใบ พร้อมประกาศคะแนนเสียงดัง แม้จะนับด้วยมือ แต่ผลมักจะออกมาอย่างชัดเจนภายในเวลา 20.00 น. ของวันเดียวกัน
ทั้งนี้ มีกฎเหล็กว่าห้ามหาเสียงในวันเลือกตั้ง และ ห้ามนำโทรศัพท์หรือกล้องเข้าคูหาเด็ดขาด
อินโดนีเซีย การเลือกตั้งวันเดียวใหญ่ที่สุดในโลก
อินโดนีเซียจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภากว่า 20,000 ตำแหน่งพร้อมกันในวันเดียว ผู้มีสิทธิแต่ละคนจะได้รับบัตร 5 ใบเพื่อเลือกตำแหน่งต่าง ๆ ตั้งแต่ประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี ผู้แทนระดับประเทศและระดับภูมิภาค ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล/เทศบาล หลังจากลงคะแนนลับโดยการเจาะบัตรแล้ว ผู้ใช้สิทธิต้องจุ่มนิ้วในหมึกที่ล้างไม่ออกเพื่อป้องกันการลงคะแนนซ้ำ
แม้ผลทางการจะใช้เวลาประมาณ 35 วัน แต่สำนักโพลอิสระมักจะทำ Quick Count ซึ่งให้ผลที่ค่อนข้างแม่นยำภายในไม่กี่ชั่วโมง
สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดีต้องได้คะแนนเกิน 50% และต้องได้คะแนนอย่างน้อย 20% ในมลรัฐเกินครึ่งหนึ่งของประเทศ มิเช่นนั้นต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง
เอสโตเนีย ผู้นำด้าน i-Voting
ปิดท้ายด้วยเอสโตเนียเป็นต้นแบบของรัฐดิจิทัล และเป็นประเทศแรกในโลกที่นำการเลือกตั้งผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ i-Voting มาใช้ในระดับชาติ เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 2005 และในปี 2019 มีผู้ใช้สิทธิผ่านช่องทางออนไลน์สูงถึง 44% โดยใช้บัตรประชาชนแบบ Smart ID Card
ระบบเลือกตั้งใช้ระบบสัดส่วนบัญชีรายชื่อ โดยเน้นที่ตัวบุคคล ผู้สมัครที่ได้คะแนนถึงเกณฑ์จะได้รับเลือกทันที
สำหรับผลการเลือกตั้งมักมีรัฐบาลผสมจาก 2-3 พรรคการเมือง โดยพรรค Reform Party มักเป็นแกนนำหลักที่เน้นนโยบายเสรีนิยมทางเศรษฐกิจและสังคม
ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หรือการนับด้วยมืออย่างละเอียด ทุกประเทศล้วนให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
ข้อมูลจาก : mainichi, prsindia, bbc, dominotheory, reuters และ electoral-reform
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- กกต. เฉลยสาเหตุ ทำไมขอนับคะแนนใหม่ไม่ได้? ชี้ ต้องมีหลักฐานท้วงหน้าหน่วย
- ประวัติ ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาฯ กกต. ผู้ชี้แจงปมร้องนับคะแนนใหม่
- เปิดคำแถลง กกต. แจงดราม่าชลบุรี ยันเปิดหีบตัดสายรัดคือ ขั้นตอนยุบรวม
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



