จับแล้ว! 1 ในแก๊งยิงแท็กซี่จิตอาสาดับบนเกาะสมุย ตร.เร่งไล่ล่าคนร้ายที่เหลือไม่หยุด
ตำรวจ สภ.บ่อผุด ควบคุมตัวผู้ร่วมก่อเหตุได้ 1 ราย หลังออกหมายจับแล้วบางส่วน พบรถหลบหนีทิ้งไว้บริเวณเขาป้อม ชาวโซเชียลตั้งคำถามกล้องวงจรปิดเสียทุกตัวจริงหรือ?
ตำรวจ สภ.บ่อผุด ควบคุมตัวผู้ร่วมก่อเหตุได้แล้ว 1 รายแล้ว จากคดีที่แก๊งคนร้ายราว 10 คนรุมยิงคนขับแท็กซี่จิตอาสาเสียชีวิตบนเกาะสมุย เมื่อคืนวันที่ 24 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา
เฟซบุ๊กเพจ สถานีตำรวจภูธรบ่อผุด RTP Cyber Village โพสต์ชี้แจงเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 ว่า ตำรวจเร่งสืบสวนติดตามผู้ก่อเหตุทั้งวันทั้งคืนนับตั้งแต่เกิดเหตุ พบว่าคนร้ายขับรถหลบหนีและนำรถไปจอดทิ้งบริเวณเขาป้อม ตำรวจตรวจยึดรถคันดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานแล้ว
ขณะเดียวกัน ตำรวจประสานกับ สภ.เกาะสมุย เพื่อสอดส่องตรวจสอบท่าเรือที่คนร้ายอาจใช้หลบหนีออกนอกพื้นที่ พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิดและเรียกพยานบุคคลมาสอบปากคำ
ปัจจุบันออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้วหลายราย และควบคุมตัวได้ 1 ราย ตำรวจระบุว่าจะเร่งนำตัวคนร้ายที่เหลือมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

สิ่งที่ทำให้สังคมตั้งคำถามมากกว่าคดีนี้ คือคำอ้างของตำรวจก่อนหน้านี้ที่บอกว่า กล้องวงจรปิดในบริเวณเกิดเหตุเสียทุกตัว ซึ่งเพจดัง Drama Addict หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาวิจารณ์และเผยแพร่จนกระจายในโซเชียลเป็นวงกว้าง
ชาวเน็ตหลายรายตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ที่กล้องทั้งหมดในพื้นที่เสียพร้อมกันในคืนเกิดเหตุ และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่
รายงานข่าวต้นเรื่องจาก Thaiger ระบุว่าเหยื่อเป็นคนขับแท็กซี่ที่อาสาพาผู้พิการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ก่อนจะถูกแก๊งคนร้ายที่มีป้ายดำรุมทำร้ายและยิงจนเสียชีวิต
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 26 พ.ค. 2569 นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอเกาะสมุย นำหน่วยงานหลายฝ่ายทั้งตำรวจ เทศกิจ และหัวหน้าขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ลงพื้นที่ตรวจกวดขันรถแท็กซี่และรถรับจ้างสาธารณะที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้คนขับแท็กซี่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทั้งเรื่องการแต่งกาย การกดมิเตอร์ การหยุดจอดรับ-ส่งผู้โดยสาร และห้ามจัดคิวรถในพื้นที่สาธารณะ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- หนุ่ม กรรชัย เฉลยแล้ว หลังชาวเน็ตสงสัยหายไปไหน อ. ยิ่งศักดิ์ จัดโหนกระแสแทน
- สลด! แท็กซี่จิตอาสาขับรถฟรีพาผู้พิการ ถูกแก๊งป้ายดำ 10 คนรุมกระทืบ ยิงดับบนเกาะสมุย ตร.อ้างกล้องวงจรปิดเสียทุกตัว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





