“รอมฎอน” โพสต์ BRN ต้องสื่อสารตรงไปตรงมา จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาไฟใต้

รอมฎอน โพสต์ BRN ต้องสื่อสารตรงไปตรงมา หลังเคยให้คำมั่นสัญญาหลีกเลี่ยงการโจมตีทางการทหารที่ก่ออันตรายต่อพลเรือนและเด็ก
นาย รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กระบุว่า “[ บีอาร์เอ็นต้องตอบ! ส่วนรัฐบาลก็ต้องจริงจังกับปัญหาไฟใต้มากกว่านี้ ] – เหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อวานนี้ที่บริเวณโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ จ.ปัตตานี เป็นเรื่องร้ายแรงมากครับ การทำร้ายพลเรือนเป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง นอกจากเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายภายในประเทศแล้ว ยังล้ำเส้นและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอีกด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจคงต้องรวบรวมและแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุอุกฉกรรจ์นี้โดยเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ผมคิดว่าถึงจังหวะเวลาแล้วที่ทาง #บีอาร์เอ็น จะต้องสื่อสารต่อสาธารณะว่าองค์กรของตนมีส่วนที่ต้องรับผิดรับชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่ และอย่างไร
การลอบยิงครอบครัวของ ดต.อดุลย์ หะยีสุหลง เกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงและการเผชิญหน้าที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันกระบวนการสันติภาพและการพูดคุยสันติสุข/สันติภาพก็กำลังอยู่ในห้วงของการรื้อฟื้นหลังจากที่รัฐบาลเดินหน้าสานต่อ หลังจากที่มีการแต่งตั้งหัวหน้าการพูดคุยสันติสุข จชต.เมื่อไม่นานมานี้ จากประสบการณ์ของผมที่ติดตามพัฒนาการของความรุนแรงและความขัดแย้งมาหลายปี ในจังหวะเวลาของการเปลี่ยนผ่านสำคัญเช่นนี้ ความรุนแรงที่สะเทือนขวัญผู้คนเช่นนี้มักจะปรากฎขึ้นเพื่อบ่อนทำลายกระบวนการทางการเมือง โดยแทรกตัวขึ้นมาท่ามกลางเหตุการณ์ความรุนแรงอื่น ๆ มีอยู่แล้วก่อนหน้านั้น
เหตุการณ์นี้กระทบใจผู้คนหลากหลายทั้งในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะผู้ที่สูญเสียนั้นเป็นเพียงครอบครัวที่ใช้ชีวิตประจำวันปกติ อีกทั้งผู้เสียชีวิตยังเป็นแม่ที่อยู่ระหว่างการพักลาคลอด เด็กน้อยวัย 35 วันและพี่ชายวัย 2 ขวบที่อยู่ในรถคันดังกล่าว ข้อเท็จจริงนี้เชื่อมโยงความรู้สึกกับผู้คนธรรมดาสามัญ ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ผสมผสานกันระหว่างความเห็นอกเห็นใจ ความโกรธเกรี้ยว และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตอย่างถึงที่สุด
เมื่อนึกถึงเด็ก ๆ หลายคนคงนึกถึงอนาคต แต่สิ่งที่เจ็บปวดใจสำหรับเหตุการณ์นี้ก็คือ ไม่ควรมีเด็กคนใดต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางเสียงปืน และไม่มีครอบครัวใดควรต้องสูญเสียคนที่รักระหว่างการใช้ชีวิตธรรมดาเช่นนี้ แม้ว่าจะต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามีเด็กหลายคนในหลายครอบครัวต้องเผชิญกับประสบการณ์เช่นนั้นมาโดยตลอด
ถึงจุดนี้ คงต้องเน้นย้ำหนักแน่นอีกครั้งว่าไม่มีเงื่อนไขทางการเมือง ศาสนา หรือปมรากเหง้าของความขัดแย้งใด ที่สามารถทำให้การทำร้ายเด็กและพลเรือนกลายเป็นเรื่องยอมรับได้ครับ
#สำหรับบีอาร์เอ็น:
ผมจึงขอเรียกร้องให้กลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งในสายตาของหน่วยงานความมั่นคง (กอ.รมน.) มองว่าเป็นกลุ่มที่มีบทบาทมากที่สุดในความขัดแย้ง ให้ออกมาสื่อสารต่อกรณีนี้อย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าจะปรากฎข้อเท็จจริงมาโดยตลอดว่าเวลาเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ แทบจะไม่มีใครหรือองค์กรใดประกาศความรับผิดชอบเลย แต่ผมเห็นว่าอย่างน้อยที่สุด เหตุการณ์ที่กระทบต่อพลเรือน โดยเฉพาะเด็กโดยตรงเช่นนี้เป็นสิ่งที่บีอาร์เอ็น – ในฐานะองค์กร – ได้เคยให้คำมั่นเอาไว้ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบของการสู้รบต่อเป้าหมายพลเรือน โดยเฉพาะเด็ก ๆ
เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ผู้แทนของบีอาร์เอ็นได้ให้ให้คำมั่น (Deed of Commitment) กับองค์กร Geneva Call เพื่อยอมรับบรรทัดฐานสากลในการหลีกเลี่ยงการโจมตีทางการทหารที่ก่ออันตรายต่อพลเรือนและเด็ก คำมั่นดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงกระดาษสองสามแผ่นที่ลงนามและเผยแพร่ในเว็บไซต์ให้ดูดีเท่านั้น แต่คือความรับผิดชอบทางการเมืองและมนุษยธรรมที่บีอาร์เอ็นต้องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ตนมีความสามารถในการควบคุมกองกำลังฝ่ายตนให้เคารพกติกาสากลได้จริงหรือไม่ การเงียบเสียงในเหตุการณ์สะเทือนขวัญเช่นนี้ รังแต่จะทำลายความน่าเชื่อถือของขบวนการเองบนเวทีระหว่างประเทศ
แม้บีอาร์เอ็นจะไม่ใช่รัฐบาลหรือเป็นผู้ถืออำนาจรัฐ แต่เมื่อประกาศตัวเป็นองค์กรทางการเมืองและเข้าร่วมกระบวนการในทางการเมือง ก็ย่อมต้องตอบคำถามสาธารณะต่อเหตุการณ์ที่กระทบพลเรือนอย่างร้ายแรงเช่นนี้ด้วยเช่นกัน หากองค์กรใดเคยประกาศคำมั่นเช่นนี้ไว้ แต่กลับเงียบงัน-ไม่ทุกข์-ไม่ร้อนเมื่อเกิดเหตุที่กระทบพลเรือนและเด็ก ๆ เช่นนี้ คำมั่นนั้นก็ย่อมถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน
#สำหรับรัฐบาลไทย:
ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไทยหรือกองกำลังที่มิใช่รัฐอย่างบีอาร์เอ็น ต่างมีหน้าที่เด็ดขาดที่จะต้องละเว้นการโจมตีพลเรือน โดยไม่มีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น
ในส่วนของรัฐบาลไทยแตกต่างกับกลุ่มติดอาวุธครับ ความชอบธรรมในฐานะรัฐภาคีและในฐานะ “รัฐ” นั้น แม้จะทำให้มีความได้เปรียบทางการเมืองอย่างมากในความขัดแย้งลักษณะนี้ แต่หากปราศจากเจตจำนงทางการเมืองที่จะแก้ไขปัญหา ความรุนแรงเกิดขึ้นรายวัน กระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองพลเรือนยังทำงานได้ไม่เต็มที่และเสมอหน้าเท่าเทียมกัน ความชอบธรรมของรัฐก็จะถูกท้าทายเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ นอกจากจะเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่คลี่คลายคดีนี้โดยเร็วแล้ว ในระดับนโยบาย ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลให้เพิ่มความใส่ใจจริงจังต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชายแดนใต้ การตั้งหัวหน้าการพูดคุยฯ เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ปัญหาความรุนแรงที่ยืดเยื้อเช่นนี้ต้องการเจตจำนงทางการเมืองที่จะมุ่งแก้ไขและคลี่คลายจากรัฐบาล การดำเนินการเพื่อหาทางออกและยุติความรุนแรงทางตรงเป็นหน้าที่พื้นฐานของรัฐ และเป็นความรับผิดรับชอบในทางการเมืองของรัฐบาลที่มีต่อประชาชน
ผมไม่แน่ใจว่าท่านนายกฯ จะมองสถานการณ์นี้และมีท่าทีอย่างไร แต่อย่างน้อย ๆ ในห้วงเวลาเช่นนี้ ผมอยากเห็นการสื่อสารโดยตรงจากท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานดับไฟใต้ หรือถ้อยแถลงของท่านฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ที่จะกำหนดทิศทางใหญ่ของการแก้ไขปัญหาไปพร้อมกันด้วย
ผมยังยืนยันด้วยว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมา 2 ทศวรรษนี้ไม่ใช่เหตุอาชญากรรมที่เราพบเจอได้ทั่วไปในสังคมไทย นี่คือความขัดแย้งทางการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้ความรุนแรง เราจึงไม่สามารถหวังพึ่งเพียงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติในการคลี่ปมไปทีละเหตุการณ์ ทีละคดี เฉกเช่นที่เป็นมา แต่รัฐบาลต้องกล้าหาญพอที่จะใช้ “แนวทางการเมือง” นำการทหารอย่างแท้จริงเพื่อคลี่คลายปมขัดแย้งนี้ โดยมุ่งลดปืนของทุกฝ่ายและเปิดทางสู่การแสวงหาทางออกอย่างสันติและยั่งยืนต่อไป
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





