ข่าว

เลิกอ้างว่ารีบ! แฉนิสัยตรรกะคนมักง่ายบนถนน อ้างรถติดฝ่ากฎจราจร ทำคนอื่นเดือดร้อน

ความรีบและรถติดอาจกระตุ้นให้คนขับรถใจร้อน ขับเร็ว เปลี่ยนเลนถี่ หรือฝ่าสัญญาณไฟ แต่ข้อมูลด้านความปลอดภัยชี้ชัดว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลที่ใช้ลบความเสี่ยงต่อชีวิตคนอื่นได้

“ก็รถติดไง เลยต้องรีบ” เป็นประโยคที่ฟังดูคุ้นหูในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เมืองที่คนจำนวนมากวางแผนชีวิตแข่งกับนาฬิกา ตั้งแต่ไปทำงาน ส่งลูก ไปประชุม รับงานต่อ หรือกลับบ้านให้ทันธุระ แต่ปัญหาคือ ความรีบไม่ได้ทำให้กฎจราจรหยุดทำงาน และไม่ได้ทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่าน้อยลง

ข้อมูลจากสำนักงานความปลอดภัยทางถนนของสหรัฐฯ หรือ NHTSA ระบุว่า รถติดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่คนมักพูดถึงเมื่อเกิดพฤติกรรมขับรถก้าวร้าว เช่น ขับเร็ว เปลี่ยนเลนถี่ หรือโมโหคนที่ขวางทาง ขณะเดียวกัน การ “กำลังสาย” ไปทำงาน ไปเรียน หรือไปนัดหมาย ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้บางคนขับรถก้าวร้าวขึ้น

พูดให้ตรงคือ รถติดอาจเป็น “ตัวกระตุ้น” แต่ไม่ใช่ “ใบอนุญาต” ให้ฝ่าไฟแดง จอดคร่อมแยก ขับย้อนศร แทรกคอสะพาน หรือไหลเข้าไปค้างกลางทางตัดรถไฟ

ตัวอย่างการขับรถฝ่าฝืนบนท้องถนน
ภาพประกอบบทความสำหรับจำลองสถานการณ์

งานวิจัยด้านพฤติกรรมผู้ขับขี่ก็ไปในทิศทางเดียวกัน งานศึกษาปี 2024 ที่เผยแพร่ในวารสาร Accident Analysis & Prevention พบว่า ผู้ขับขี่ภายใต้แรงกดดันเรื่องเวลา มีแนวโน้มขับเสี่ยงขึ้น ใช้ความเร็วสูงขึ้น และปฏิบัติตามกฎจราจรลดลง

อีกงานวิจัยจากการทดลองด้วยเครื่องจำลองการขับขี่พบว่า เมื่อผู้ขับขี่อยู่ภายใต้แรงกดดันด้านเวลา พวกเขาขับเร็วขึ้น มีสัญญาณทางร่างกายของความเครียดเพิ่มขึ้น และปรับกลยุทธ์การขับในสถานการณ์แซง ขับตามคันหน้า และผ่านทางแยก

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คน “รีบ” อย่างเดียว แต่อยู่ที่บางคนเลือกแก้ความรีบด้วยการผลักความเสี่ยงไปให้คนอื่น

รีบได้ แต่อย่ามักง่าย

ความเร่งรีบเป็นเรื่องเข้าใจได้ ทุกคนมีวันสาย ทุกคนเคยติดไฟแดงยาว ๆ ทุกคนเคยเจอรถติดแบบแทบไม่ขยับ แต่การตัดสินใจฝ่าฝืนกฎจราจรไม่ใช่เรื่องของดวงหรือความจำเป็นเสมอไป หลายครั้งมันคือพฤติกรรมที่เริ่มจากความคิดง่าย ๆ ว่า “แค่นิดเดียวเอง” แค่นิดเดียวของคนหนึ่ง อาจเป็นจังหวะชนของอีกคนหนึ่ง

ThaiRoads Foundation เคยเผยแพร่งานศึกษาพฤติกรรมฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร โดยพบว่า ผู้ขับขี่จำนวนหนึ่งมักเร่งความเร็วเมื่อเข้าใกล้ทางแยกในจังหวะสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นแดง ซึ่งเพิ่มความรุนแรงของอุบัติเหตุเมื่อเกิดการชน (Thai Roads) นี่คือภาพชัดของวัฒนธรรม “ขอไปก่อน” ที่หลายคนเห็นทุกวันบนถนนไทย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานข้อมูลจากระบบ Police Road Safety ว่าในปี 2568 สถิติอุบัติเหตุลดลง แต่ “ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด” ยังเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของอุบัติเหตุ ตามด้วยการตัดหน้ากระชั้นชิดและเมาสุรา (กองสารนิเทศตำรวจไทย) ตัวเลขนี้บอกเราว่า ปัญหาบนถนนไทยไม่ได้อยู่แค่โครงสร้างถนนหรือสภาพจราจร แต่อยู่ที่วินัยหลังพวงมาลัยด้วย

ความเร่งรีบเป็นเรื่องเข้าใจได้ ทุกคนมีวันสาย ทุกคนเคยติดไฟแดงยาว ๆ ทุกคนเคยเจอรถติด
ภาพประกอบบทความสำหรับจำลองสถานการณ์

ความเร็วไม่เคยโกหก

หลายคนคิดว่าเพิ่มความเร็วอีกนิดจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก แต่ในความจริง ความเร็วเพิ่มระยะหยุด เพิ่มแรงปะทะ และลดเวลาตัดสินใจลงเรื่อย ๆ

WHO ระบุว่า ความเร็วเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มทั้งโอกาสเกิดอุบัติเหตุและความรุนแรงของการบาดเจ็บ โดยความเร็วเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 1% ทำให้ความเสี่ยงอุบัติเหตุเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4% และความเสี่ยงอุบัติเหตุบาดเจ็บรุนแรงเพิ่มขึ้น 3%

นี่คือเหตุผลที่คำว่า “รีบ” ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการเหยียบเพิ่ม ฝ่าไฟ หรือแทรกแบบไม่เว้นช่อง เพราะเวลาที่ประหยัดได้อาจเป็นแค่ไม่กี่นาที แต่ผลลัพธ์จากอุบัติเหตุอาจยาวเป็นปี หรือยาวตลอดชีวิตของครอบครัวใครบางคน

รถติดไม่ใช่ปัญหาของเราคนเดียว

บนถนน คนจำนวนมากรีบเหมือนกัน คนขับรถเมล์ต้องทำรอบ คนส่งของต้องทันเวลา คนทำงานต้องเข้างาน คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องรับผู้โดยสาร คนขับรถพยาบาลต้องไปถึงที่หมาย ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง

ถ้าทุกคนใช้เหตุผลว่า “ฉันรีบ” เพื่อแหกกฎ ถนนจะไม่ใช่ระบบสัญจร แต่จะกลายเป็นสนามเอาตัวรอดของคนที่กล้าฝ่ามากกว่า

กรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่มักกะสัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ทำให้ประเด็นรถติดค้างบริเวณทางตัดรถไฟกลับมาเป็นคำถามใหญ่ Reuters รายงานว่า รถบัสหยุดอยู่บนรางบริเวณสัญญาณไฟแดง ก่อนถูกรถไฟสินค้าชน มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 32 ราย ขณะเดียวกัน ผู้โดยสารรถไฟในพื้นที่ให้ความเห็นว่าอยากให้ผู้ขับขี่เข้าใจกฎจราจรอย่างถูกต้อง

กรณีนี้ยังต้องรอผลสอบสวนครบถ้วนในหลายส่วน แต่บทเรียนพื้นฐานชัดมาก คือ หากข้างหน้าไปต่อไม่ได้ ก็ไม่ควรดันรถเข้าไปค้างในจุดเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นทางแยก ทางม้าลาย หรือทางตัดรถไฟ

นิสัยมักง่ายเริ่มจากข้อยกเว้นเล็ก ๆ

พฤติกรรมเสี่ยงบนถนนมักไม่ได้เริ่มจากการตั้งใจทำเรื่องใหญ่ แต่มักเริ่มจากข้อยกเว้นเล็ก ๆ เช่น “วันนี้รีบ ขอฝ่าไฟเหลืองเข้มหน่อย” , “รถติดมาก ขอคร่อมแยกนิดเดียว”, “ย้อนศรแค่ไม่กี่เมตร” , “จอดบนทางม้าลายแป๊บเดียว” , “แทรกหัวคิวเพราะกลัวไม่ทัน”

ปัญหาคือ เมื่อทำแล้วไม่ถูกจับ ไม่เกิดอุบัติเหตุ และไปถึงที่หมายทันเวลา สมองจะจำว่าพฤติกรรมนี้ “ใช้ได้” จากครั้งเดียวกลายเป็นความเคยชิน จากความเคยชินกลายเป็นนิสัย และจากนิสัยของคนจำนวนมาก กลายเป็นความเสี่ยงรวมบนถนน

นี่แหละคือความมักง่ายในชุดคำพูดว่า “ก็รถติดไง”

ทางออกไม่ใช่แค่ด่าคนขับ แต่ต้องแก้ทั้งระบบ

การพูดเรื่องวินัยจราจรไม่ได้แปลว่าโยนความผิดให้ผู้ขับขี่อย่างเดียว เมืองที่รถติดหนัก สัญญาณไฟไม่สัมพันธ์กัน ระบบขนส่งไม่พอ ทางแยกออกแบบไม่ดี หรือจุดตัดรถไฟอยู่ในพื้นที่จราจรหนาแน่น ย่อมเพิ่มความกดดันให้คนตัดสินใจผิดได้ง่ายขึ้น แต่ระบบที่ไม่ดีไม่ได้ล้างความรับผิดชอบส่วนบุคคล

งานวิจัยเรื่องแรงกดดันด้านเวลาที่ทางแยกไม่มีสัญญาณไฟพบว่า เมื่อผู้ขับขี่อยู่ภายใต้แรงกดดันเรื่องเวลา โอกาสเกิดอุบัติเหตุในสถานการณ์จำลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยงานศึกษาพบความน่าจะเป็นของอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 127% ในแรงกดดันระดับต่ำ และ 181% ในแรงกดดันระดับสูง เมื่อเทียบกับสภาพไม่มีแรงกดดัน

ดังนั้น ทางออกต้องมีทั้งการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง กล้องตรวจจับที่เชื่อถือได้ การออกแบบทางแยกและจุดเสี่ยงให้ปลอดภัยขึ้น ระบบขนส่งสาธารณะที่ตรงเวลา และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้รถ

รีบแค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิ์เอาชีวิตคนอื่นไปวัดดวง

ประเทศไทยยังมีปัญหาความปลอดภัยทางถนนในระดับสูง WHO Thailand ระบุว่าไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 25.4 ต่อประชากร 100,000 คนในปี 2021 อยู่ในกลุ่มสูงของเอเชียและประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง อีกทั้ง WHO ประเมินว่าปี 2021 ไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 18,218 ราย หรือเฉลี่ยประมาณ 50 รายต่อวัน

นี่ไม่ใช่ตัวเลขไกลตัว แต่คือคนที่ออกจากบ้านเหมือนเราทุกวัน รถติดทำให้คนหงุดหงิดได้ ชีวิตเร่งรีบทำให้คนกดดันได้ แต่ไม่มีเหตุผลใดที่ควรทำให้การฝ่าฝืนกฎกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะถนนไม่ใช่พื้นที่ให้ใครคนหนึ่งเอาความรีบของตัวเองไปแลกกับความปลอดภัยของคนอื่น

ประโยคที่ควรจำจึงไม่ใช่ “ก็รถติดไง เลยต้องรีบ” แต่ควรเป็น “ยิ่งรถติด ยิ่งต้องมีวินัย” เพราะในวันที่ทุกคนรีบเหมือนกัน คนที่หยุดตามกฎต่างหากที่ช่วยให้คนอื่นกลับถึงบ้าน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Thosapol

นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button