เปิดเจ้าของภาพวาด นาคาไททั่น ไดโนเสาร์ตัวใหม่ของไทย ที่สื่อต่างชาติใช้ทั่วโลก
ปิดเครดิตภาพวาดนาคาไททัน ไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของไทย ผลงานศิลปินไทยที่สื่อต่างชาติหยิบไปใช้
การค้นพบไดโนเสาร์คอยาวชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทยอย่าง นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส (Nagatitan chaiyaphumensis) กำลังได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลก นอกเหนือจากความสำคัญทางบรรพชีวินวิทยาแล้ว ภาพวาดจำลองของไดโนเสาร์ชนิดนี้ก็กลายเป็นที่พูดถึงเช่นกัน
ภาพวาดจำลองนาคาไททันที่ปรากฏบนหน้าสื่อไทยและสำนักข่าวต่างประเทศ มีการระบุเครดิตหลักว่าเป็นผลงานของ Patchanop Boonsai (พัชนพ บุญไสย) สำนักข่าวระดับโลกอย่าง Reuters ได้นำภาพนี้ไปเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พร้อมลงเครดิตว่า “Patchanop Boonsai/Handout via Reuters”
ทางด้าน National Geographic Thailand ซึ่งนำเสนอเรื่องราวการค้นพบไดโนเสาร์ชนิดนี้ ก็ได้ใช้ภาพวาดดังกล่าวประกอบบทความเช่นกัน โดยระบุชัดเจนว่าภาพ “นาคาไททัน” เป็นภาพประกอบโดย Patchanop Boonsai นอกจากนี้ ในส่วนท้ายของบทความยังให้เครดิตเพิ่มเติมถึงเพจเฟซบุ๊ก “ไดโนเสาร์เล่าแบบไทย ๆ” ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยาที่พัชนพมีส่วนร่วม

นาคาไททัน คืออะไร
นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส เป็นไดโนเสาร์ลำดับที่ 14 ที่ถูกค้นพบในประเทศไทย และได้รับการบันทึกว่าเป็นไดโนเสาร์กลุ่มไททาโนซอริฟอร์มขนาดใหญ่ที่สุดที่พบในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การค้นพบครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจาก นายถนอม หลวงนันท์ ชาวบ้านพนังเสื่อ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ผู้พบก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่บริเวณสระน้ำสาธารณะของหมู่บ้านเมื่อปี 2559 ก่อนจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ
หลังจากนั้น ทีมวิจัยจากประเทศไทยและสหราชอาณาจักรได้ใช้เวลาศึกษากระดูกฟอสซิลเหล่านี้อย่างละเอียด จนกระทั่งผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ Scientific Reports เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว Reuters ระบุว่า นาคาไททันมีความยาวลำตัวเกือบ 27 เมตร และมีน้ำหนักตัวประมาณ 25 ถึง 28 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างหลายตัวรวมกัน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ฮือฮา! ยืนยันฟอสซิล “นาคาไททัน” ไดโนเสาร์ยักษ์ สายพันธุ์ใหม่ ใหญ่สุดในอาเซียน
- “ราเชน” เผยสาเหตุสั่งยุติหยุดบทบาท “พี่เต้” ก้าวร้าว ไม่เกี่ยวกับไดโนเสาร์
- “พี่เต้” ซัก “กกต.” ทวงคืนไดโนเสาร์ ชี้คะแนนบนเว็บกับกระดานไม่เท่ากัน
แหล่งข่าวข้อมูลอ้างอิง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





