ข่าว

การรถไฟไทย จ่อลงดาบคนขับรถไฟ หลังพบฉี่ม่วง ยอมรับไม่ได้ตรวจเป็นประจำ

การรถไฟไทย จ่อลงดาบคนขับรถไฟขับชนรถเมล์ หลังพบฉี่ม่วง ยอมรับไม่ได้ตรวจหาสารเสพติดเป็นประจำ แต่ตรวจครั้งล่าสุดไม่พบแอลกอฮอล์ในร่างกาย

จากกรณีเหตุรถไฟชนรถประจำทาง รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ใต้สถานีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์มักกะสัน ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ ถ.อโศกดินแดง แยกพระราม 9 – แยกอโศกเพชร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ บาดเจ็บกว่า 30 ราย ซึ่งในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ ตรวจพบการใช้สารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานขับรถไฟคนดังกล่าวนั้น

ล่าสุด นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีผลตรวจสารเสพติดของพนักงานขับรถไฟที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่คืนวานนี้ (17 พ.ค.69) โดยปกติการรถไฟฯ จะมีการตรวจแอลกอฮอล์และตรวจสุขภาพเบื้องต้นก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมบันทึกผลตรวจทุกครั้ง แต่การตรวจสารเสพติดยังไม่ได้ดำเนินการเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดเหตุ กรมการขนส่งทางราง ได้สั่งการให้การรถไฟฯ เร่งรัดมาตรการตรวจสารเสพติดกับพนักงานขับรถทุกคนเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา การรถไฟฯ มีการสุ่มตรวจสารเสพติดเฉพาะช่วงตรวจสุขภาพประจำปี และพนักงานใหม่ที่เข้าทำงานเท่านั้น ส่วนพนักงานขับรถไฟรายดังกล่าวเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่ปี 2566 หรือประมาณ 3 ปี ซึ่งก่อนเกิดเหตุในวันที่ 15 พ.ค.69 ได้ผ่านการตรวจแอลกอฮอล์ตามขั้นตอน และไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย

ส่วนประเด็นเรื่องใบอนุญาตขับรถไฟ นายอนันต์ชี้แจงว่า เดิมการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้พนักงานขับรถเอง แต่หลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ได้กำหนดให้พนักงานขับรถต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางราง โดยการรถไฟฯ ได้ส่งรายชื่อพนักงานทั้งหมดเพื่อขออนุญาตเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการออกใบอนุญาตในรูปแบบดิจิทัลผ่านระบบของกรมการขนส่งทางราง

สำหรับข้อมูลจากกล่องบันทึกความเร็ว หรือ “กล่องดำ” นายอนันต์ ระบุว่า ระบบดังกล่าวบันทึกเฉพาะข้อมูลความเร็ว โดยขบวนรถไฟที่เกิดเหตุเดินทางออกจากสถานีคลองตัน ใช้ระยะทางประมาณ 2,800 เมตรก่อนถึงจุดเกิดเหตุ และใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนมีการเบรกฉุกเฉินในระยะประมาณ 100 เมตรก่อนถึงจุดชน

ระยะเบรกปกติของรถไฟ เมื่อรวมระยะตัดสินใจและการเบรกแบบปกติ จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 เมตร ในกรณีใช้ความเร็วสูงสุดประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่หากใช้ความเร็วต่ำลง ระยะเบรกก็จะสั้นลงตามความเร็วและน้ำหนักของขบวนรถ

ทั้งนี้ มีข้อสงสัยว่า หากพนักงานขับรถมองเห็นสัญญาณมือจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดในระยะใกล้ จะสามารถหยุดรถได้ทันหรือไม่ นายอนันต์ชี้แจงว่า โดยปกติพนักงานขับรถจะมองเห็นสัญญาณได้ในระยะประมาณ 300-500 เมตร ขณะที่ระยะเบรกฉุกเฉินจะอยู่ที่ประมาณ 500-600 เมตรในกรณีใช้ความเร็วสูงสุด แต่สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ รถไฟใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงต้องพิจารณาร่วมกับสภาพการเดินรถและน้ำหนักของขบวนด้วย

แม้รถไฟจะใช้ความเร็วไม่สูงมาก แต่ตามหลักปฏิบัติ หากพบว่าเครื่องกั้นถนนยังปิดไม่เรียบร้อย หรือสัญญาณไฟอนุญาตยังไม่แสดงผล พนักงานขับรถจำเป็นต้องชะลอความเร็วลงล่วงหน้า พร้อมเตรียมหยุดรถ และเฝ้าสังเกตสัญญาณมือจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัด เพื่อให้สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุผิดปกติ

ตามระเบียบการเดินรถ พนักงานขับรถไฟต้องปฏิบัติตามสัญญาณข้างทางเป็นหลัก ซึ่งกรณีเครื่องกั้นถนน หากระบบทำงานสมบูรณ์ จะมีสัญญาณไฟอนุญาตให้รถไฟผ่านได้ แต่หากเครื่องกั้นยังไม่ปิดครบทั้ง 2 ด้าน สัญญาณไฟดังกล่าวจะไม่แสดงผล และพนักงานขับรถต้องดู “สัญญาณมือ” จากเจ้าหน้าที่ประจำซุ้มแทน คล้ายกับการใช้สัญญาณมือของตำรวจจราจรเมื่อไฟจราจรขัดข้อง

ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่า ขณะเกิดเหตุเครื่องกั้นถนนยังไม่ถูกนำลง เนื่องจากมีการจราจรติดค้างอยู่บนถนน ส่งผลให้สัญญาณไฟอนุญาตไม่แสดงผล โดยพนักงานขับรถจึงจำเป็นต้องดูสัญญาณมือจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดแทน

ส่วนกรณีภาพวงจรปิดที่ปรากฏเจ้าหน้าที่ใช้ธงแดงส่งสัญญาณ นายอนันต์ชี้แจงว่า การส่งสัญญาณของเจ้าหน้าที่มีทั้งสัญญาณมือ สัญญาณธง และสัญญาณไฟ โดยลักษณะที่เห็นในภาพข่าว คือการยืนเหยียดแขนพร้อมถือธง ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งสัญญาณ “ห้าม” หรือ “ไม่อนุญาต” ให้รถวิ่งผ่าน

ขณะเดียวกัน นายอนันต์ยอมรับว่า การที่พนักงานขับรถไฟไม่สวมเครื่องแบบระหว่างปฏิบัติหน้าที่ถือว่า “ไม่ปกติ” และอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากตามระเบียบจำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบขณะปฏิบัติงาน

ส่วนโครงสร้างการปฏิบัติงานบนหัวรถจักร จะมีพนักงานขับรถ 1 คน และช่างเครื่อง อีก 1 คน ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยคนขับรถรถไฟ ทำหน้าที่ด้านเทคนิคและช่วยสังเกตสัญญาณต่าง ๆ โดยวันเกิดเหตุช่างเครื่องอยู่ในขบวนด้วยและได้รับบาดเจ็บ แต่ขณะนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งช่างเครื่องก็อาจถูกสอบสวนร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับผลการสอบข้อเท็จจริงของทั้งคณะกรรมการการรถไฟฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายอนันต์กล่าวอีกว่า ในเบื้องต้น การรถไฟฯ เตรียมพิจารณาดำเนินการทางวินัยกับพนักงานขับรถเป็นลำดับแรก หลังพบผลตรวจสารเสพติดเบื้องต้น โดยสารที่พบมีทั้งกัญชาและยาบ้า แต่ยังต้องรอผลยืนยันอย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาลอีกครั้ง ก่อนแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่ตำแหน่งอื่นยังอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Nateetorn S.

ทำงานกับ Thaiger มาตั้งแต่ปี 2020 จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสคร์ เคยทำงานกับสถานีโทรทัศน์อันดับ 1 ของประเทศ ทำให้มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ เจาะประเด็นข่าวการเมืองอาชญากรรม ข่าวแปลกๆ เรื่องน่าสนใจจากต่างประเทศ ช่องทางติดต่อ tee@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button