ข่าว

“บรรยง พงษ์พานิช” ประกาศจุดยืน กาให้พรรคส้มทั้ง 2 ใบ พร้อมให้ 3 เหตุผล

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ประกาศจุดยืน ลงคะแนนให้พรรคประชาชนทั้งสอง 2 ใบ พร้อมเปิดเหตุผล

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กระบุว่า “ผมจะเลือกพรรคประชาชน ทั้ง 2 ใบ…

หลังจากที่ติดตามดูและฟังนโยบายของพรรคต่างๆ รวมทั้งวิเคราะห์ถึงโอกาสในทางปฏิบัติและความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสถานการณ์เลวร้ายต่างๆตามมา ผมตัดสินใจกาให้พรรคส้มทั้ง 2 ใบ หลังจากที่ลังเลอยู่นาน ระหว่างสีส้มกับสีฟ้า
ขอบอกเลยว่า รัฐบาลผสมส้มฟ้า คือความฝันของผม

สำหรับเหตุผล 3 ข้อของผม มีดังนี้ครับ

1.ผมเชื่อและพูดตลอดมา ทุกครั้งที่มีโอกาสว่า ปัญหาที่เป็นตัวถ่วงประเทศมานาน คือ ปัญหาเชิงสถาบัน 5 ด้าน คือ ประชาธิปไตยไม่จริง(Democracy) ชิงกันโกง(Corruption) ทางโล่งทุนใหญ่(Economic freedom) ไม่ใฝ่การเรียน(Education) เซียนคุมศาล(Rule of Law) …ซึ่งถ้าดูดัชนีเปรียบเทียบ(Indexes) จะเห็นว่าประเทศเราเสื่อมถอยลงเรื่อยๆทั้ง 5ด้าน นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ และสังคมได้

หลังจากที่ได้พิจารณานโยบายของพรรคใหญ่ที่ประกาศออกมา ผมพบว่า มีแค่นโยบายของสองพรรค ที่มุ่งเน้นปรับปัจจัยทางสถาบันเหล่านี้อย่างครบด้านที่สุด คือพรรคฟ้าและพรรคส้ม พรรคแดงยังมุ่งเน้นประชานิยมระยะสั้น ส่วนพรรคน้ำเงิน ผมเห็นว่ามุ่งขายแต่ว่าจะทำให้ดีขึ้นในบริบทเดิมๆ ไม่เน้นแตะโครงสร้างเชิงสถาบันเหล่านี้

2.ปัจจัยที่สองที่ผมใช้ประกอบการตัดสินใจ คือโอกาสที่จะเปลี่ยนนโยบายให้เป็นผลในทางปฏิบัติ ซึ่งในความเห็นของผม รัฐบาลที่จะทำได้ จะต้องมีจำนวนสส.มากเพียงพอ และจะต้องสามารถลดอุปสรรคโดยเฉพาะ จากองค์กรอิสสระ และสว. ซึ่งจะมาได้ก็ต่อเมื่อมีการยกร่าง รธน.ใหม่เท่านั้น ซึ่งถึงแม้พรรคส้มจะมีประสบการณ์น้อยในการบริหารรัฐบาล แต่การที่มีการระดมมืออาชีพที่มีประสบการณ์ด้านต่างๆจะช่วยลดปัญหาได้ ส่วนพรรคฟ้า ถึงแม้จะมีประสบการณ์สูงแต่โอกาสที่จะได้เสียงมากขึ้นมาถึงร้อยคนแทบไม่มี (ผมก็ยังหวังว่าจะได้ร่วมมือกันทำงาน)

3.ปัจจัยด้านความเสี่ยงที่จะเกิดความวุ่นวายรุนแรงในสังคมจากผลการเลือกตั้ง ถึงแม้ถ้าพิจารณาแล้ว การที่พรรคส้มขึ้นมา อาจเสี่ยงที่ฝ่ายอนุรักษ์อาจจะต่อต้านจนสร้างความวุ่นวายขึ้นมาได้ แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้อาจจะลดโอกาสวุ่นวายรุนแรงในระยะสั้น แต่ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ก็จะเท่ากับสร้างแรงกดดันสะสม ซึ่งในที่สุด จะเกิดความรุนแรงวุ่นวายหนักยิ่งกว่าในระยะยาวได้ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้เกิดหายนะยิ่งใหญ่กว่า ทำให้อนาคตชาติสูญหายไปเป็นชั่วอายุคนได้
นั่นคือเหตุผลที่ผมใช้ในการพิจารณาตัดสินใจครับ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Nateetorn S.

ทำงานกับ Thaiger มาตั้งแต่ปี 2020 จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสคร์ เคยทำงานกับสถานีโทรทัศน์อันดับ 1 ของประเทศ ทำให้มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ เจาะประเด็นข่าวการเมืองอาชญากรรม ข่าวแปลกๆ เรื่องน่าสนใจจากต่างประเทศ ช่องทางติดต่อ tee@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button