สหพันธ์ตะกร้อ ป้อง “ราดี” เปาสิงคโปร์ ตัดสินดีเยี่ยม นัดไทยแพ้มาเลเซีย

ASTAF–ISTAF ยืนยันความเชื่อมั่นใน “ราดี เช เม” ผู้ตัดสินอาวุโส หลังถูกถล่มในโซเชียลจากดราม่าชิงแชมป์โลกตะกร้อ
สหพันธ์ตะกร้อแห่งเอเชีย (ASTAF) และสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ต่อผู้ตัดสินอาวุโสระดับนานาชาติ นายโมฮัมเหม็ด ราดี เช เม (Mohammed Radhi Che Mei) หลังจากผู้ตัดสินรายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีอย่างหนักบนสื่อสังคมออนไลน์จากเหตุการณ์ในนัดชิงชนะเลิศประเภททีมชุด
ดราม่าเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศประเภททีมชุด ศึก TM ISTAF Sepaktakraw World Cup 2026 ระหว่างทีมชาติไทยกับเจ้าภาพมาเลเซีย ในช่วงท้ายเซตที่ 2 ขณะที่ทีมไทยนำอยู่ 14–13 ผู้ตัดสินจากสิงคโปร์ โมฮัมเหม็ด ราดี เช เม ได้ตัดสินยกเลิกแต้มของทีมไทย โดยระบุว่าเท้าของพุฒทวัน โซภา ล้ำเส้นใต้ตาข่าย ทำให้เกิดข้อโต้แย้งยืดเยื้อจนทีมไทยประท้วงและไม่ยอมเล่นต่อ
ผลของการประท้วงทำให้มาเลเซียได้รับการประกาศเป็นแชมป์ ขณะที่ทีมไทยตกเป็นเป้าโจมตีพร้อมกับตัวผู้ตัดสินบนโซเชียลมีเดียทั่วภูมิภาคอาเซียน

ISTAF ยืนยันคำตัดสินถูกต้องตามกติกา
ก่อนหน้าที่ ASTAF จะออกแถลงการณ์ฉบับนี้ ISTAF ได้ออกมาปกป้องการตัดสินของราดี ระบุว่าการกระทำของผู้ตัดสินเป็นไปตามกฎและกติกาที่กำหนดโดยองค์กรปกครองตะกร้อโลก และยังชี้แจงเพิ่มเติมว่ากรณีเท้าล้ำเส้นใต้ตาข่ายนั้น ไม่อยู่ในข่ายที่จะใช้ระบบ “Challenge” หรือขอทบทวนคำตัดสินได้
ในแถลงการณ์ร่วมล่าสุด ASTAF และ ISTAF ระบุว่า ราดี เช เม ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการตะกร้อนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในผู้ตัดสินที่มีประสบการณ์ มีวินัย มีความเป็นมืออาชีพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของกีฬาตะกร้อ ด้วยประสบการณ์การทำหน้าที่ผู้ตัดสินตะกร้อระดับนานาชาติยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ และมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และความซื่อสัตย์ของการตัดสินทั้งในระดับเอเชียและระดับโลก
ตลอดเส้นทางอาชีพ ราดีเคยทำหน้าที่ผู้ตัดสินในรายการระดับสูงสุดหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก เอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ รวมถึงรายการสำคัญของ ISTAF และ ASTAF อีกมาก นอกเหนือจากการทำหน้าที่ในสนาม ราดียังเป็นที่ยอมรับในฐานะอาจารย์และพี่เลี้ยงให้กับผู้ตัดสินนานาชาติรุ่นใหม่จากหลายประเทศ ที่ยังคงได้รับประโยชน์จากความรู้ ประสบการณ์ และความเป็นมืออาชีพของเขาอย่างต่อเนื่อง
เรียกร้องให้ปกป้องผู้ตัดสินจากการโจมตีส่วนบุคคล
ASTAF และ ISTAF ระบุว่า ทั้งสององค์กรเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าผู้ตัดสินสมควรได้รับความเคารพและการปกป้องจากการโจมตีส่วนบุคคลอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ตามกฎกติกาอย่างเป็นทางการของกีฬา ในการแข่งขันระดับสูง การตัดสินใจที่ยากลำบากเป็นส่วนหนึ่งของเกม และต้องถูกพิจารณาด้วยมุมมองที่เป็นมืออาชีพและเป็นกลาง
ผู้บริหารของทั้งสองสหพันธ์ยังขอย้ำเตือนทีมทุกทีม เจ้าหน้าที่ ผู้สนับสนุน และประชาชนทั่วไปว่า การรักษาจิตวิญญาณของความยุติธรรมในเกม ความเคารพซึ่งกันและกัน และความเป็นมืออาชีพ ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตและชื่อเสียงระดับนานาชาติของกีฬาตะกร้อ
แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ภายใต้จิตวิญญาณของน้ำใจนักกีฬานั้นเป็นสิ่งที่ยินดีรับฟังเสมอ แต่การโจมตีส่วนบุคคลและการกล่าวหาด้วยอารมณ์ต่อผู้ตัดสินที่มีประสบการณ์เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
ในตอนท้ายของแถลงการณ์ ASTAF และ ISTAF ยืนยันว่ายังคงมุ่งมั่นเต็มที่ในการทำให้การแข่งขันทุกรายการดำเนินไปอย่างยุติธรรม โปร่งใส และเป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันก็จะยึดมั่นในความซื่อสัตย์และศักดิ์ศรีของกีฬาตะกร้อนานาชาติต่อไป
เสียงสะท้อนจากฝั่งมาเลเซีย
ที่น่าสนใจคือ แม้แต่ฝั่งทีมแชมป์อย่างมาเลเซียเองก็ออกมาแสดงความเห็นในประเด็นนี้ อาห์หมัด ไจส์ บาฮารุน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติมาเลเซีย กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าทีมไทยควรจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในนัดชิงด้วยความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ และยอมรับว่าส่วนตัวก็ไม่ค่อยพอใจกับวิธีที่ทีมของเขาคว้าแชมป์มาได้ในลักษณะนี้
เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นอีกครั้งที่กีฬาตะกร้อระดับโลกตกอยู่ในกระแสวิจารณ์รุนแรง ก่อนหน้านี้ ในปี 2017 อินโดนีเซียก็เคยวอล์กเอาต์ออกจากการแข่งขันกับมาเลเซียในลักษณะคล้ายกัน ก่อนสมาคมตะกร้ออินโดนีเซียจะยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการจากสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือกรณีบทลงโทษที่อาจตามมาจากการประท้วงไม่เล่นต่อในนัดชิงชนะเลิศ

ติดตาม The Thaiger บน Google News:



