ข่าวการเมือง

สส.พรรคส้ม เสนอแนะรัฐบาลอนุทิน หลังอัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี

ณัฐยา สส.พรรคประชาชน เสนอแนะรัฐบาลอนุทิน วางแผนรับมือระยะสั้นและระยะยาว หลังอัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี

นางณัฐยา บุญภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กถึงกรณีกระแสข่าวว่าประเทศไทยมีอัตราเกิดต่ำตามสถิติของปี 68 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี โดยระบุว่า “ปี 2568 อัตราการเกิดของเด็กไทย มีจำนวน 416,574 คน ต่ำกว่าปีก่อนถึงเกือบ 5 หมื่นคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตมากถึง 559,684 คน ส่งผลให้จำนวนประชากรทั้งประเทศลดลงเป็นปีที่ 5 ต่อเนื่องกัน และไม่แน่ว่าในปีหน้าเราอาจจะได้เห็นจำนวนการเกิดเหลือไม่ถึง 4 แสนคน

หากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ อีก 10 ปีข้างหน้าวัยทำงานจะหายไปกว่า 2.5 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ข่าวดีคือ ผลสำรวจความคิดเห็นคนรุ่นใหม่อายุ 18 ปีขึ้นไปโดยมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า เจน Y และเจน Z ยังต้องการมีลูก แต่มีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย คุณภาพการศึกษา เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และระบบสนับสนุนครอบครัว “ใครจะเลี้ยงให้ถ้าเราต้องทำงาน” สะท้อนว่ารัฐบาลต้องปรับทิศทางนโยบายให้รองรับการเป็นสังคมที่โอบอุ้มครอบครัว (Family-friendly Society) มากกว่าการเรียกร้องให้ประชาชน “มีลูกเพื่อชาติ”

แต่ในวาระการแถลงนโยบายรวม 23 ข้อหลัก 47 ข้อย่อยที่รัฐบาลอนุทิน 2 แถลงต่อรัฐสภา กลับไม่ปรากฎว่ามีนโยบายช่วยเหลือครอบครัวที่กำลังเลี้ยงดูเด็กรุ่นใหม่ของสังคม อีกทั้งมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่รัฐบาลแถลงเมื่อวันที่ 11 เมษายน ก็ไม่ปรากฎมาตรการช่วยบรรเทาภาระการเลี้ยงดูเด็กในระดับครัวเรือนแต่อย่างใด ขณะที่ราคาข้าวของกำลังปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ และภาระค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมกำลังจะมาถึงในเดือนพฤษภาคมนี้

พรรคประชาชนจึงขอเสนอมาตรการเจาะจงสำหรับครัวเรือนที่มีบุตร ภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนผ่านสวัสดิการแบบสงเคราะห์ไปสู่การลงทุนในการพัฒนาประชากรรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพสูงรองรับสังคมสูงวัย ดังนี้

ระยะเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน

1. ขยายฐานเด็กที่ได้รับประโยชน์จากโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จากเดิมที่ได้รับเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย มาสู่การลงทุนเพื่อเด็กทุกคน เพื่อแก้ปัญหาเด็กตกหล่นจากการคัดกรองความจน

2. จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมของปีการศึกษานี้ให้แก่ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย ครัวเรือนภาคเกษตรกรรม ครัวเรือนภาคประมง เพื่อป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

3. เพิ่มงบรายหัวนักเรียนทุกช่วงชั้นในภาคเรียนแรกของปีการศึกษานี้ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถจัดอาหารวันละ 2 มื้อ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองและป้องกันภาวะทุพโภชนาการของเด็กที่มักเกิดขึ้นในช่วงค่าครองชีพพุ่งสูง

ระยะยาว เริ่มต้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571 หรือเร็วกว่านั้น (ยิ่งเร็วยิ่งได้ผลดี)

1. ขยายการลงทุนเพื่อเด็กทุกคน โดยให้ทุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตรรายเดือนที่เริ่มตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ครบ 5 เดือนขึ้นไปจนเด็กอายุครบ 6 ปี

2. สนับสนุนบริการเลี้ยงเด็กอ่อน (แรกเกิดถึงสองปี) ในชุมชน โดยจัดงบดำเนินการให้ท้องถิ่นบริหารจัดการแบบยืดหยุ่น เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการระดับพื้นที่

3. ขยายเวลารับเลี้ยงเด็ก ทั้งศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้ครอบคลุมเวลาทำงานจริงมากขึ้น เช่น 7.00 – 18.00 น. โดยเฉพาะในเขตเมืองหรืออุตสาหกรรม

4. ให้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับสถานประกอบการที่จัดตั้งสถานเลี้ยงเด็กหรือห้องปั๊มนมในที่ทำงาน

5. สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเสมอภาค พัฒนาครูควบคู่สวัสดิการนักเรียนที่จับต้องได้ ปรับปรุงโรงเรียนทั่วประเทศให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย พร้อมผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ยกระดับการศึกษาอาชีวะ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงอุดมศึกษาอย่างเท่าเทียม

6. สนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กพิการและเด็กพิเศษ ให้มีศูนย์การศึกษาพิเศษเพียงพอต่อความต้องการ เพิ่มงบอุดหนุนรายหัวสำหรับนักเรียน เพิ่มการผลิตครูและเพิ่มงบค่าจ้างบุคลากร ตั้งงบสนับสนุนให้โรงเรียนในระดับอำเภอที่ต้องการจัดการเรียนร่วมของเด็กพิการ/เด็กพิเศษในโรงเรียนทั่วไป

7. สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับชุมชนให้จัดบริการสำหรับเด็กและครอบครัว อาทิ กิจกรรมสร้างสรรค์-ศิลปวัฒนธรรม สำหรับเด็กและเยาวชนทุกช่วงวัย ศูนย์เรียนรู้และส่งเสริมนันทนาการในชุมชน ศูนย์เยาวชนในชุมชน เป็นต้น

8. เพิ่มการเข้าถึงครัวเรือนเปราะบางโดยส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนรวมกลุ่มจัดตั้ง “ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งภาคประชาชน” (Community-based Family Support) เพื่อทำงานเชิงรุกผ่านการเยี่ยมบ้านวิถีชุมชน จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์และได้รับงบสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

9. ยกระดับการคุ้มครองแรงงานเพื่อส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง อาทิ ปรับสูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำมุ่งสู่เป้าหมายค่าจ้างที่อยู่ได้จริง กำหนดให้ทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากเกินต้องได้รับค่าล่วงเวลา เพิ่มสิทธิวันลาเพื่อครอบครัว คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มให้ได้รับการคุ้มครองเทียบเท่าลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เป็นต้น

10. สนับสนุนให้มีกฎหมายขจัดความรุนแรงในครอบครัว และกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ที่สามารถบังคับใช้ได้จริง เพื่อสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมและน่าอยู่

ทั้งนี้ พรรคประชาชนจะผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศไทยมีการลงทุนพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ที่ไร้รอยต่อจากปฐมวัยสู่วัยทำงานที่มีศักยภาพสูง”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Nateetorn S.

ทำงานกับ Thaiger มาตั้งแต่ปี 2020 จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสคร์ เคยทำงานกับสถานีโทรทัศน์อันดับ 1 ของประเทศ ทำให้มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ เจาะประเด็นข่าวการเมืองอาชญากรรม ข่าวแปลกๆ เรื่องน่าสนใจจากต่างประเทศ ช่องทางติดต่อ tee@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button