นิโก โอไรลีย์ สวมบทฮีโร่เหมาสองประตูในเวลาเพียง 4 นาที ช่วยให้ “เรือใบสีฟ้า” ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อัดอาร์เซน่อลที่ฟอร์มหลุดดื้อๆ ในนัดชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์คาราบาว คัพ ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ที่เวมบลีย์
การแข่งขันฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบชิงชนะเลิศ ฤดูกาล 2025-26 ณ สนามเวมบลีย์ เป็นการโคจรมาพบกันของสองมหาอำนาจพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนที่ผ่านมา (22 มี.ค.) ผลปรากฏว่า “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงความเป็นเจ้าแห่งถ้วยใบนี้ด้วยการเอาชนะ “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ไปได้ 2-0 ซึ่งนับเป็นแชมป์รายการนี้สมัยที่ 5 ของสโมสร และเป็นถ้วยใบที่ 19 ในยุคของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า
เกมในครึ่งแรกอาร์เซน่อลมีโอกาสทองจาก บูกาโย ซาก้า แต่โดน เจมส์ แทรฟฟอร์ด นายทวารดาวรุ่งของซิตี้เซฟไว้ได้ถึง 3 จังหวะซ้อน จนกระทั่งจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในครึ่งหลัง เมื่อ เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูอาร์เซน่อล รับบอลพลาดจากลูกเปิดของรายาน แชร์กี้ ทำให้บอลหลุดมือเข้าทาง นิโก โอไรลีย์ โหม่งเข้าไปให้ซิตี้ออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 50
หลังจากนั้นเพียง 4 นาที โอไรลีย์ คนเดิมก็มาบวกประตูที่สองจากการโถมเข้าหาบอลที่เสาสองจากลูกเปิดของมาเธอุส นูเนส ส่งบอลซุกก้นตาข่ายให้ซิตี้ทิ้งห่างเป็น 2-0 และปิดกล่องคว้าแชมป์ไปได้สำเร็จ

ตัดเกรดผลงานนักเตะทั้ง 2 ทีม
คะแนนนักเตะทีมอาร์เซน่อล
เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า (5/10) – กลับมาพบฝันร้ายที่เวมบลีย์อีกครั้ง ความผิดพลาดจากการรับบอลหลุดมือทำให้ทีมเสียประตูแรกและเสียสมาธิไปทันที

เบน ไวท์ (6/10) – รับมือโดกูได้ดีพอสมควรในช่วงแรก แต่เริ่มคุมอารมณ์ไม่อยู่จนโดนใบเหลืองจากการไปเล่นนอกเกมใส่แชร์กี้
กาเบรียล มากัลเญส (6/10) – ป้องกันลูกกลางอากาศในเขตโทษได้ดี แต่ในเกมรุกที่มักจะเป็นอาวุธเด็ดกลับถูกซิตี้ปิดตายได้หมด
วิลเลียม ซาลิบา (7/10) – เป็นนักเตะอาร์เซน่อลที่เล่นได้ดีที่สุด รับมือกับฮาลันด์ได้อย่างสูสี แต่ต้องมาแพ้เพราะความผิดพลาดส่วนตัวของเพื่อนร่วมทีม
ปิเอโร ฮินคาปี้ (5/10) – ดูมีปัญหาอย่างชัดเจนเมื่อต้องรับมือกับความเร็วของเซเมนโย จนโดนใบเหลืองตั้งแต่ครึ่งแรกและถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 65
มาร์ติน ซูบิเมนดี้ (6/10) – โดนแดนกลางซิตี้บดขยี้จนคุมเกมไม่ได้ ผ่านบอลสำเร็จเพียง 23 ครั้ง สวนทางกับโรดรี้ที่ทำได้ถึง 83 ครั้ง
ดีแคลน ไรซ์ (6/10) – เป็นนัดชิงที่เงียบเหงาสำหรับเขา ขาดพลังในการขับเคลื่อนเกมตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น
บูกาโย ซาก้า (6/10) – พลาดโอกาสทองในช่วงต้นเกม หลังจากนั้นบทบาทลดลงอย่างน่าตกใจ สถิติยิงได้แค่ 2 ประตูจาก 24 นัดหลังสุดเริ่มน่ากังวล

ไค ฮาแวร์ตซ์ (6/10) – จังหวะการเล่นดูยังไม่เข้าที่เข้าทางหลังจากเพิ่งหายเจ็บกลับมา จนถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงกลางครึ่งหลัง
เลอันโดร ทรอสซาร์ (6/10) – แทบไม่มีบทบาทในเกมรุก ไม่สามารถพาบอลขึ้นไปข้างหน้าเพื่อกดดันซิตี้ได้เลย
วิกเตอร์ โยเคอเรส (6/10) – ใช้ความแข็งแกร่งเข้าสู้แต่ไม่ได้ผล ถูกกองหลังซิตี้ตามประกบติดจนไม่มีโอกาสยิงประตูแม้แต่ครั้งเดียว

คะแนนนักเตะทีมแมนฯ ซิตี้
เจมส์ แทรฟฟอร์ด (8/10) – โชว์ซูเปอร์เซฟ 3 จังหวะรวดในช่วง 7 นาทีแรก ช่วยให้ทีมไม่เสียประตูไปก่อน หลังจากนั้นคุมสถานการณ์ได้นิ่งสนิท
มาเธอุส นูเนส (7/10) – แม้จะเล่นผิดตำแหน่งแต่ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม ทั้งเกมรับและรุก แถมยังทำแอสซิสต์ให้โอไรลีย์โหม่งประตูที่สอง
อบิคุลลอค คูซานอฟ (7/10) – ใช้ความเร็วและความแข็งแกร่งจัดการ วิคเตอร์ โยเคอเรส จนกระดิกไม่ออก กลายเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดวล 1-ต่อ-1 ได้ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกตอนนี้
นาธาน อาเก้ (7/10) – ผู้นำในแนวรับที่เล่นได้อย่างมีระเบียบวินัย เอาชนะลูกกลางอากาศได้ 100% (4 จาก 4 ครั้ง)
นิโก โอไรลีย์ (10/10) – Man of the Match! โชว์ฟอร์มร่างทองเติมขึ้นมาทำ 2 ประตูใน 4 นาที ทุกครั้งที่เขาเข้ากรอบเขตโทษอาร์เซน่อลจบลงด้วยประตูเสมอ

โรดรี้ (7/10) – จอมทัพผู้กุมจังหวะเกม สัมผัสบอลไปมากกว่า 100 ครั้ง และผ่านบอลเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายได้มากที่สุดในสนาม
แบร์นาร์โด ซิลวา (7/10) – กัปตันทีมผู้ขยันขันแข็ง วิ่งไล่บอลและแย่งบอลคืนให้ทีมได้ถึง 9 ครั้ง มากกว่านักเตะทุกคนในเกมนี้
รายาน แชร์กี้ (8/10) – ตัวจี๊ดที่ปั่นป่วนจนแนวรับปืนใหญ่หัวหมุน เป็นคนเปิดบอลกดดันจนเกป้าพลาดเสียประตูแรก

เฌเรมี โดกู (8/10) – ใช้ความสามารถเฉพาะตัวข่มขวัญเกป้าจนเสียสมาธิ และเอาชนะการดวลตัวต่อตัวได้ถึง 12 ครั้ง
อองตวน เซเมนโย (7/10) – ใช้ความเร็วกดดันจนแนวรับฝั่งซ้ายของอาร์เซน่อลโดนใบเหลืองและต้องถูกเปลี่ยนตัวออก
เออร์ลิง ฮาลันด์ (6/10) – แม้จะไม่มีชื่อทำประตูและไม่มีจังหวะยิงเข้ากรอบ แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็ช่วยดึงตัวประกบซาลิบาและกาเบรียลได้ตลอดเก





อ่านข่าวเพิ่มเติม
- เอฟ นครนายก สยบ รอนนี่ 10-7 เฟรม ซิวแชมป์เวิลด์โอเพ่น 2026
- สรุปผลบอลพรีเมียร์ลีก ไบรตัน 2-1 ลิเวอร์พูล เชลซีอ่วม
- นางแบบ Playboy ไม่ท้อ หลังถูกห้ามเข้าสนาม เหตุเคยส่งรูปเซ็กซี่ให้เมสซี่
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





