ข่าวการเมือง

ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด “สฤษฏ์พงษ์” อดีต สส.กระบี่ คดีครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. 578 ไร่

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการและโฆษก ป.ป.ช. ได้แถลงมติชี้มูลความผิด นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีต สส. กระบี่ ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีถือครองที่ดิน ภ.บ.ท.5 (ใบอนุญาตเสียภาษีบำรุงท้องที่) ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยไม่มีสิทธิ

สำหรับที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่ที่ หมู่ 8 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ มีเนื้อที่รวมประมาณ 578 ไร่ 3 งาน 95 ตารางวา เดิมทีพื้นที่ตรงนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงปี 2527 และเป็นที่ดินประเภทสาธารณะที่เรียกว่า “พรุช้างไหว้”

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2536 นายสฤษฏ์พงษ์ได้รับที่ดินผืนนี้ต่อมาจากมารดาของคู่สมรส ต่อมาในปี 2537 รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้พื้นที่บริเวณนั้นเป็น “เขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.)” และประกาศให้เกษตรกรไปยื่นเรื่องขอเข้าทำประโยชน์ แต่นายสฤษฏ์พงษ์กลับไม่ได้ไปยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการเพื่อออกหนังสืออนุญาต (ส.ป.ก.) แต่อย่างใด

จนกระทั่งวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 นายสฤษฏ์พงษ์ได้เข้ารับตำแหน่ง สส. กระบี่ แต่ก็ยังคงครอบครองที่ดินผืนนี้และหาประโยชน์ด้วยการปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตจากปาล์มน้ำมันมาอย่างต่อเนื่อง

จากการตรวจสอบของ ป.ป.ช. พบประเด็นความผิดสำคัญ เริ่มจากการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ โดยตอนที่เข้ารับตำแหน่ง สส. นายสฤษฏ์พงษ์ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินของตนเองและคู่สมรสต่อ ป.ป.ช. ว่ามีที่ดิน ภ.บ.ท.5 เพียง 2 แปลง แปลงละ 100 ไร่ ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงที่มีการครอบครองรวมอยู่ถึง 578 ไร่เศษ

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ชี้ให้เห็นว่ากฎหมาย ส.ป.ก. มีไว้เพื่อเกษตรกร แต่นายสฤษฏ์พงษ์ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก อีกทั้งยังมีรายได้ประจำจากเงินเดือนและค่าตอบแทนเพียงพอต่อการยังชีพอยู่แล้ว จึงถือว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการอนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินตรงนี้

การที่นายสฤษฏ์พงษ์เพิกเฉย ไม่ยอมส่งมอบพื้นที่คืนให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินฯ เพื่อนำไปจัดสรรให้กับเกษตรกรตัวจริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ถือเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ ซึ่งก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ด้วยเหตุผลทั้งหมด คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่าการกระทำของนายสฤษฏ์พงษ์ เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยอ้างอิงตามระเบียบมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ปี 2561 ในข้อ 7, 8 และ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

หลังจากนี้ ป.ป.ช. จะดำเนินการส่งเรื่องและฐานความผิดทั้งหมดให้ “ศาลฎีกา” เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 ต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button