รู้จัก เกาะคาร์ก ท่อน้ำเลี้ยงอิหร่าน กลางวงล้อมสงคราม จ่อวิกฤตพลังงานโลก

ถ้าคุณเป็นคอเกมยิงปืนอย่าง Battlefield 3 คุณอาจจะคุ้นเคยกับชื่อ เกาะคาร์ก (Kharg Island) ในฐานะสนามรบสุดเดือด แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เกาะเล็กๆ พื้นที่เพียง 20 ตารางกิโลเมตร เป็นขุมพลังงานของอิหร่าน และขุมทรัพย์ทางโบราณคดีที่ซ่อนความลับนับพันปีไว้ใต้ผืนดิน
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในสัปดาห์ที่สอง ทั่วโลกจับจ้องไปที่ เกาะคาร์ก เส้นเลือดใหญ่ ทางเศรษฐกิจของอิหร่านที่ยังคงรอดพ้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลจนถึงตอนนี้

เกาะคาร์ก อยู่ตรงไหน
เกาะคาร์กตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่อิหร่านประมาณ 15 ไมล์ในอ่าวเปอร์เซียตอนเหนือ ทำหน้าที่เป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่าน ประเมินว่าราวร้อยละ 90 ของการส่งออกน้ำมันดิบทั้งหมดของประเทศต้องผ่านเกาะแห่งนี้ก่อนจะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังตลาดโลก นอกจากนี้ เกาะคาร์กยังมีขีดความสามารถในการขนถ่ายน้ำมันได้สูงถึงประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นักวิเคราะห์จากสถาบัน RUSI ในลอนดอนระบุว่า การเข้าควบคุมเกาะจะเปรียบเสมือนการตัดท่อน้ำเลี้ยงสำคัญของรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงสุดในการเจรจาไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำของอิหร่านในอนาคตก็ตาม
สอดคล้องกับความเห็นของอดีตผู้อำนวยการห้องสถานการณ์ไวท์เฮ้าส์ที่มองว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเห็นโอกาสในการสร้างชัยชนะครั้งใหญ่ผ่านการเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์นี้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันสูงสุดต่ออิหร่านตามแนวทางที่เคยใช้กับเวเนซุเอลามาแล้ว
อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดครองเกาะคาร์กนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยง เนื่องจากจำเป็นต้องใช้กำลังทหารภาคพื้นดินซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงลังเลที่จะดำเนินการ อีกทั้งการโจมตีใดๆ จะกระตุ้นให้ราคาน้ำมันโลกทะยานสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ได้พุ่งขึ้นไปสูงกว่า 103 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบเรื่องความเสี่ยงจากการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน รวมถึงความเป็นไปได้ที่ทางการปักกิ่งอาจตัดสินใจทำลายท่อส่งน้ำมันของตนเองเพื่อขัดขวางไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใช้ประโยชน์

ย้อนหน้าประวัติศาสตร์ เกาะคลาก มีค่ามาตั้งแต่โบราณ
ในปี ค.ศ. 982 บันทึกโบราณระบุว่าเกาะนี้คือแหล่ง “ไข่มุก” ชั้นเลิศ
ยุคล่าอาณานิคม จักรวรรดิดัตช์ (ฮอลันดา) เคยมาสร้างป้อมปราการ “Mosselstein” ในปี 1753 โดยซื้อเกาะจากผู้ปกครองท้องถิ่นด้วยเงินเพียง 2,000 รูปี ก่อนจะถูกขับไล่ออกไปโดยเจ้าเมืองชาวอาหรับในเวลาต่อมา
ในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (1980–1988) เกาะคาร์กถูกกองทัพอากาศอิรักถล่มอย่างหนักหน่วงแทบทุกวัน จนสถานีน้ำมันเกือบทั้งหมดกลายเป็นซากปรักหักพัง กว่าจะฟื้นตัวกลับมาส่งออกน้ำมันได้นับพันล้านบาร์เรลอีกครั้งก็ต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานหลายสิบปี
มีการค้นพบสุสานที่ขุดเข้าไปในโขดหินมากกว่า 80 แห่ง บางแห่งมีการสลักรูปชายนอนดื่มเหล้าในศิลปะแบบพัลไมรา (Palmyra) และยังมีไม้กางเขนแบบเนสโตเรียน (Nestorian) สลักอยู่ด้วย พบซากโบสถ์หรืออารามคริสต์โบราณขนาดใหญ่ที่มีห้องพักสำหรับนักบวชถึง 19 ห้อง พร้อมห้องสมุดและลานกลางแจ้ง
นอกจากนี้ ยังมีร่องรอยของวิหารโซโรอัสเตอร์ ที่มีแท่นบูชาไฟตั้งอยู่กลางวิหาร แสดงให้เห็นว่าเกาะแห่งนี้เคยเป็นจุดรวมพลของผู้คนหลากหลายความเชื่อมาตั้งแต่อดีต
ในปี 2007 มีการค้นพบครั้งใหญ่คือ จารึกอักษรรูปลิ่ม (Cuneiform) ยุคจักรวรรดิอาคีเมนิด (เปอร์เซียโบราณ) สลักลงบนหินปะการัง มีใจความสั้นๆ แต่กินใจว่า
“ดินแดนที่ไร้การชลประทานนี้ กลับมามีความสุขได้ [เพราะ] ข้าเป็นผู้นำน้ำเข้ามา”
จารึกนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกว่าชาวเปอร์เซียเข้ามาตั้งรกรากและทำระบบชลประทานบนเกาะนี้มานานกว่า 2,500 ปีแล้ว น่าเสียดายที่ในปี 2008 จารึกนี้ถูกมือดีบุกทำลายจนเสียหายไปกว่า 70% อย่างน่าสลดใจ

ติดตาม The Thaiger บน Google News:




