เลือกตั้ง 69 ส่อโมฆะ? ย้อนวิกฤตการเมือง เลือกตั้งโมฆะปี 57 สู่การเกิดรัฐประหาร

จับตาเลือกตั้ง 69 ส่อเค้าวุ่น หลังพบพิรุธเพียบ ย้อนรอยบทเรียน เลือกตั้งโมฆะปี 57 จากม็อบ กปปส. สู่รัฐประหาร-การสืบทอดอำนาจ คสช.
ภายหลังบรรยากาศการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สิ้นสุดลง ประชาชนจำนวนมากต่างรู้สึกเคลือบแคลงใจต่อผลคะแนนที่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ รวมถึงพบข้อพิรุธในการจัดการเลือกตั้งหลายประการ เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์ ที่มีเรื่องร้องเรียนความผิดปกติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพยายามชี้แจง แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความกระจ่างและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ประท้วงที่ จ.ปทุมธานี เขต 7 โดยประชาชนเรียกร้องให้กรรมการประจำหน่วย (กปน.) นับคะแนนใหม่ หลังพบว่ามีการนำถุงดำมาคลุมกล้องวงจรปิดในห้องเก็บหีบบัตรและกีดกันไม่ให้ประชาชนสังเกตการณ์ ต่อมาที่ จ.ชลบุรี เขต 1 ก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน เมื่อพบหีบบัตรไม่มีสายรัดนิรภัย (Cable Tie) ไม่มีลายเซ็นกำกับ ถูกเก็บไว้ในสนามแบดมินตันที่ไม่มิดชิด รวมถึงพบใบนับคะแนนถูกทิ้งในถังขยะ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้เปิดหีบนับคะแนนใหม่ และเกิดข้อสงสัยว่าปัญหาเหล่านี้จะนำไปสู่การเป็น “โมฆะ” ของการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่
ย้อนรอยวิกฤตเลือกตั้ง 2 ก.พ. 57 สู่ทางตันการเมือง
หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย การเลือกตั้งที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่าเป็นโมฆะเคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 เพื่อตัดปัญหาความขัดแย้งจากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ออกมาต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง และขับไล่ระบอบทักษิณ โดยรัฐบาลได้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
ในช่วงเวลานั้น กลุ่ม กปปส. ได้ประกาศล้มการเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” และจัดตั้งสภาประชาชน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศบอยคอตไม่ส่งผู้สมัคร บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีการปิดล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้งจนทำให้ 28 เขตไม่มีผู้สมัคร เกิดเหตุปะทะนองเลือดที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง จน กกต. ต้องออกมาประกาศว่ายังไม่พร้อมจัดการเลือกตั้ง
แม้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะทำหนังสือเตือนให้ทบทวนการจัดเลือกตั้ง เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบ และ กกต. เองก็ได้ทำหนังสือลับถึงนายกรัฐมนตรีขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป แต่รัฐบาลยังคงยืนยันเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไป ท่ามกลางการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเหตุการณ์ความรุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปะทะกันระหว่างการเลือกตั้งล่วงหน้าและวันเลือกตั้งจริง
คำวินิจฉัย “โมฆะ” และจุดจบรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 สิ้นสุดลง มีผู้มาใช้สิทธิเพียงร้อยละ 45.84 กกต. ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ครบทุกหน่วยในวันเดียว ต่อมา นายกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า การเลือกตั้งดังกล่าวเป็น “โมฆะ” เนื่องจากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรได้
วิกฤตการณ์ดำเนินต่อไปเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี โดยมิชอบ ทำให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ขึ้นมารักษาการแทน ท่ามกลางแรงกดดันจากกลุ่ม กปปส. ที่ยังคงชุมนุมยืดเยื้อ จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในขณะนั้น ประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 และจัดตั้ง กอ.รส.
รัฐประหาร 2557 และการสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ 60
วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง หลังการเจรจา 7 ฝ่ายที่สโมสรกองทัพบกล้มเหลว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ที่มีมาตรา 44 ให้อำนาจหัวหน้า คสช. อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พร้อมทั้งมีการเรียกบุคคลรายงานตัวและปรับทัศนคติจำนวนมาก
คสช. ได้วางโรดแมปปฏิรูปประเทศผ่านแม่น้ำ 5 สาย และมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งฉบับแรกของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติโหวตคว่ำ ก่อนจะมีการตั้งคณะกรรมการร่างชุดใหม่โดยมี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน จนผ่านประชามติและประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีบทเฉพาะกาลมาตรา 265 รับรองอำนาจ คสช. จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
ท้ายที่สุด แรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ทำให้รัฐบาล คสช. ต้องประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคพลังประชารัฐได้ถูกจัดตั้งขึ้นและเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทำให้ถูกมองว่าเป็นความพยายามสืบทอดอำนาจของ คสช. ผ่านกลไกรัฐสภา และเปลี่ยนกระแสสังคมจากการเรียกร้องเลือกตั้งมาเป็นการต่อต้านการสืบทอดอำนาจในที่สุด
ที่มา: สำนักข่าวอิศรา , สถาบันพระปกเกล้า
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เปิดวิธีโกง “ไพ่ไฟ” คืออะไร? ย้อนรอยเลือกตั้ง 2500 ที่ได้ชื่อว่าสกปรกที่สุด
- สฤณี แฉพิรุธ กกต. ทำตารางเทียบยอดเลือกตั้งบัตร 2 สีไม่เท่ากันสักจังหวัด ท้านับใหม่ทั้งประเทศ
- “สุชาติ” ยินดีให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ สวนคนคัดค้านส่วนใหญ่มาจากเขตอื่น
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





