เปิดตำนาน “กุหลาบแดง” ทำไมต้องมอบให้ “วันวาเลนไทน์” กับความหมายที่ซ่อนอยู่

วาเลนไทน์นี้ต้องรู้! ทำไมเราถึงมอบกุหลาบสีแดงให้กัน เปิดตำนานหยดเลือดเทพีอโฟรไดที และภาษาดอกไม้ลับๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามของกุหลาบแดง
ดอกกุหลาบสีแดงถูกใช้เป็นตัวแทนของความรัก ความหลงใหล และความโรแมนติกมานานหลายศตวรรษ ดอกไม้ชนิดนี้แม้จะดูบอบบางแต่ก็มีหนามแหลมคม ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งได้เป็นอย่างดี ทว่าเบื้องหลังความงามนั้นยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่ตำนานเทพเจ้าโบราณ การเมืองในยุคโรมัน ไปจนถึงการเป็นสื่อกลางในงานแต่งงานลับๆ และการส่งข้อความแทนใจที่น่าสนใจ
ย้อนรอยต้นกำเนิดและตำนานเทพเจ้ากรีก
หลักฐานที่บ่งชี้ว่ากุหลาบมีต้นกำเนิดในเอเชียกลางมานานหลายสิบล้านปีก่อน แต่ในเชิงกวีและตำนานที่เล่าขานกันมา กุหลาบมีความเชื่อมโยงกับความรักผ่านเรื่องราวของเทพเจ้ากรีกอย่าง อโฟรไดที เทพีแห่งความรัก โดยมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจดังนี้
- หยดเลือดแห่งรัก: กวีชาวกรีกชื่อ อนาครีออน เล่าว่ากุหลาบสีขาวปรากฏขึ้นพร้อมการกำเนิดของอโฟรไดที แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีแดงจากเลือดของเทพีอโฟรไดทีเอง ระหว่างที่นางรีบไปเตือน อะโดนิส คนรักว่าจะถูกหมูป่าทำร้าย เท้าของนางไปเกี่ยวเข้ากับหนามกุหลาบจนเลือดหยดลงบนกลีบดอกไม้สีขาว ย้อมให้มันกลายเป็นสีแดงก่ำ
- ดอกไม้แห่งความลับ: ชื่อดอกกุหลาบในภาษาอังกฤษ (Rose) เชื่อว่าอโฟรไดทีตั้งตามชื่อของ เอรอส ลูกชายของนางโดยสลับตัวอักษร และเอรอสได้มอบดอกไม้นี้ให้เทพเจ้าแห่งความเงียบเพื่อเป็นสินบนให้ช่วยปกปิดความลับเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของอโฟรไดที

กุหลาบกับสัญลักษณ์ “ความลับ” และศาสนา
ในยุคโรมันโบราณ กุหลาบไม่ได้เป็นเพียงสื่อรัก แต่ยังหมายถึงการรักษาความลับอีกด้วย เจ้าของบ้านมักวาดรูปกุหลาบไว้บนเพดานเพื่อสื่อว่าเรื่องที่สนทนากันในห้องนี้จะต้องเป็นความลับ หรือที่เรียกเป็นภาษาละตินว่า “sub rosa” (ภายใต้ดอกกุหลาบ) ต่อมาคริสตจักรคาทอลิกก็นำสัญลักษณ์นี้ไปใช้ประดับห้องสารภาพบาป เพื่อสื่อถึงการรักษาความลับระหว่างบาทหลวงและผู้สารภาพบาป
นอกจากนี้ ในคัมภีร์ไบเบิลยังกล่าวถึงพระแม่มารีว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความบริสุทธิ์ โดยพระองค์ทรงสวมมงกุฎกุหลาบที่ไม่มีหนาม เนื่องจากพระองค์ทรงไร้ซึ่งบาป ซึ่งเป็นการนำความหมายของดอกไม้ชนิดนี้ไปผูกโยงกับความดีงามในทางศาสนา
จากนักบุญผู้พลีชีพสู่ความหมายในยุคปัจจุบัน
วันวาเลนไทน์ในรูปแบบสมัยใหม่มีที่มาจาก เซนต์วาเลนไทน์ พระโรมันที่ฝ่าฝืนคำสั่งจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 เพื่อจัดงานแต่งงานลับๆ ให้คู่รักหนุ่มสาว เพื่อให้ฝ่ายชายไม่ต้องไปเป็นทหาร ก่อนถูกประหารชีวิต ท่านได้ทิ้งข้อความสุดท้ายถึงลูกสาวผู้คุมคุกว่า “จากวาเลนไทน์ของเธอ” ซึ่งแนวคิดเรื่องวันแห่งความรักนี้ถูกเฉลิมฉลองต่อเนื่องมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14
เมื่อเวลาผ่านไป กุหลาบได้กลายเป็นภาษาลับในยุควิกตอเรีย โดยมีการให้ความหมายตามสีต่างๆ ที่ยังใช้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนี้
- กุหลาบสีแดง: สื่อถึงความรักและความหลงใหล
- กุหลาบสีเหลือง: สื่อถึงมิตรภาพ
- กุหลาบสีส้ม: สื่อถึงความปรารถนา
- กุหลาบสีชมพู: สื่อถึงความกตัญญูหรือคำขอบคุณ
สำหรับการมอบกุหลาบนั้น จำนวนก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยนิยมมอบ 1 ช่อ จำนวน 12 ดอก เพื่อสื่อถึง 12 เดือนในหนึ่งปีที่สมบูรณ์และ 12 ราศี หมายถึงความรักที่ครบถ้วนและสมบูรณ์แบบ กุหลาบสีแดงจึงยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าความรักนั้นงดงามและอาจเจ็บปวดได้เหมือนกุหลาบที่มีหนาม แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถยืนหยัดผ่านการทดสอบของเวลาได้เสมอ
ที่มา: DISCOVER MAGAZINE
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- 5 ไอเดียเดต วันวาเลนไทน์ 2026 ฉบับคู่รักทางไกล แม้ตัวจะอยู่ที่ไหน แต่ใจยังใกล้กัน
- 20 ร้านอาหาร วันวาเลนไทน์ 2569 กรุงเทพ ดินเนอร์สุดสวีท สุดโรแมนติก
- ชวนรู้ ประวัติวันวาเลนไทน์ จุดเริ่มต้นวันแห่งความรัก ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



