สุขภาพและการแพทย์

หมอเด็กชี้ชัด “ยาแก้แพ้สมองเสื่อม” จริงหรือมั่ว? เปิดลิสต์ยาอันตรายในผู้สูงอายุ รุ่นไหนเสี่ยงบ้าง

สรุปข้อเท็จจริง “ยาแก้แพ้สมองเสื่อม” รุ่นใหม่ปลอดภัยในเด็ก? ไม่เร่งภาวะสมองเสื่อม เผยความแตกต่างระหว่างยารุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่พ่อแม่ต้องรู้ก่อนป้อนยาให้ลูก

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 โลกโซเชียลมีเดียได้เกิดกระแสความตื่นตระหนกครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ปกครอง เมื่อมีการแชร์ข้อมูลที่ระบุว่าการรับประทานยาแก้แพ้เป็นประจำอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะ สมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ โดยมีการระบุชื่อยาที่เด็กหลายคนคุ้นเคยและใช้อยู่เป็นประจำ ทำให้เกิดคำถามมากมายหลั่งไหลเข้าไปยังเพจทางการแพทย์ด้วยความกังวลว่า ลูกกินยาเหล่านี้แล้วจะสมองเสื่อมหรือไม่ ร้อนถึงเพจดังอย่าง Drama-addict และ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ต้องออกมาทำหน้าที่ดับไฟแห่งความตื่นกลัวนี้ ด้วยการกางตำราอธิบายข้อเท็จจริงทางเภสัชวิทยาอย่างละเอียด

ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรก คือบริบทของข้อมูลต้นทาง ข้อมูลที่ระบุว่ายาแก้แพ้สัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อมนั้น ส่วนใหญ่มาจากการศึกษาวิจัยในผู้สูงอายุ ที่มีการใช้ยาแก้แพ้บางชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

ในทางการแพทย์นั้น เราไม่สามารถนำผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในผู้สูงวัยมาเหมารวมว่าเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเด็กได้ เพราะสรีรวิทยาของเด็กไม่ใช่เพียงผู้ใหญ่ที่ตัวเล็ก และผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่เด็กที่ตัวโต

ดังนั้น การประเมินความปลอดภัยในเด็กจึงต้องอ้างอิงจากงานวิจัยที่ทำในเด็กโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ใดชี้ชัดว่ายาแก้แพ้ทำให้เด็กสมองเสื่อม

การเปรียบเทียบระหว่างยาแก้แพ้รุ่นเก่าและรุ่นใหม่ในเด็ก
Drama-addict

ยาแก้แพ้รุ่นเก่า-ใหม่ ส่งผลกระทบต่างกันอย่างไร?

หัวใจของการไขความกระจ่างเรื่องนี้อยู่ที่การจำแนกประเภทของยา ซึ่งหมอม็อดได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า ยาแก้แพ้นั้นไม่ได้เหมือนกันทุกตัว แต่ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลุ่มแรกคือ “ยาแก้แพ้รุ่นเก่า” (First-generation) เช่น Chlorpheniramine (CPM), Diphenhydramine หรือ Hydroxyzine ยากลุ่มนี้มีคุณสมบัติผ่านเข้าสู่สมองได้ดี ทำให้เกิดอาการง่วงซึม และมีฤทธิ์ Anticholinergic ที่ทำให้น้ำมูกแห้ง ซึ่งแม้จะช่วยลดอาการหวัดได้

แต่ก็แลกมาด้วยผลข้างเคียงที่ทำให้อาจมีเสมหะเหนียวข้น ไอออกยาก และรบกวนคุณภาพการนอนหลับ ในผู้สูงอายุยาอาจส่งผลกระทบต่อสมองในระยะยาวได้จริง แต่สำหรับในเด็ก ความเสี่ยงที่น่ากังวลกว่าสมองเสื่อมคือ “ความเสี่ยงต่อการชัก” ในเด็กเล็กช่วงอายุ 6-24 เดือน จนหน่วยงานกำกับดูแลยาของสหรัฐฯ แนะนำให้หลีกเลี่ยงในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

ในทางกลับกัน ยาอีกกลุ่มที่ถูกพาดพิงถึงในโพสต์ต้นเรื่องคือ “ยาแก้แพ้รุ่นใหม่” (Second-generation) เช่น Cetirizine (Zyrtec), Loratadine หรือ Desloratadine ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลบจุดด้อยของยารุ่นเก่า

ผู้ปกครองกำลังฟังคำแนะนำเกี่ยวกับยาแก้แพ้สมองเสื่อม
หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า

ยากลุ่มนี้แทบจะไม่ผ่านเข้าสู่สมองและไม่มีฤทธิ์ Anticholinergic จึงมีความปลอดภัยสูงมากเมื่อใช้ในเด็ก มีงานวิจัยระยะยาวกว่า 30 ปีที่ยืนยันความปลอดภัยของยา Cetirizine ในเด็ก โดยพบเพียงผลข้างเคียงเรื่องอาการง่วงเล็กน้อยในบางรายเท่านั้น และไม่มีข้อมูลใดๆ ที่บ่งชี้ว่ายาในกลุ่มนี้จะนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อม

บทสรุปของเหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่การตื่นตระหนกจนไม่กล้าใช้ยา แต่คือการใช้ยาอย่างเข้าใจ และ สมเหตุสมผล ยาแก้แพ้รุ่นใหม่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมในการรักษาโรคภูมิแพ้ แต่ไม่สามารถรักษาน้ำมูกที่เกิดจากหวัดติดเชื้อได้

ในขณะที่ยาแก้แพ้รุ่นเก่าแม้จะลดน้ำมูกได้จากผลข้างเคียงของยา แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังโดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ สิ่งสำคัญที่สุดคือหลักการ “ประโยชน์ต้องมากกว่าความเสี่ยง” หากพ่อแม่ไม่มั่นใจ

การปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาย่อมเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อให้การรักษาอาการเจ็บป่วยไม่กลายเป็นการสร้างปัญหาสุขภาพใหม่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ต่อมา เฟซบุ๊ก เพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ได้โพสต์เสริมข้อมูลอีกว่า “ยังไม่มีข้อมูลว่า “เด็ก”
สมองเสื่อมจากยาแก้แพ้นะครับ ไม่ว่าจะเป็น Cetirizine (Zyrtec), Loratadine(Claritin) หรือ Desloratadine(Aerius) ก็ตาม”

อ่านข่าวอื่น ๆ เพิ่มเติม

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Thosapol

นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button