
วงการบันเทิงเกาหลีสูญเสียครั้งใหญ่ อันซองกี นักแสดงแห่งชาติของเกาหลีใต้ ได้จากไปอย่างสงบในวันนี้ 5 มกราคม 2026 เมื่อเวลา 09.00 น. สิริอายุ 74 ปี
สมาคมนักแสดงภาพยนตร์เกาหลีเปิดเผยว่า เขาเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ณ ห้องไอซียู โรงพยาบาลซุนชอนฮยาง เขตยงซาน กรุงโซล ท่ามกลางครอบครัวที่คอยดูใจ อันซองกี จนวินาทีสุดท้าย ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมา อันซองกีหมดสติที่บ้านพักเนื่องจากอาการสำลักอาหาร (อาหารติดคอ) และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ก่อนจะเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูโดยไม่รู้สึกตัวเป็นเวลา 6 วัน จนกระทั่งจากไปในที่สุด
ทางด้านต้นสังกัดได้ออกแถลงการณ์แสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งว่า “อันซองกีเป็นนักแสดงที่เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบต่อการแสดงอย่างลึกซึ้ง และยืนหยัดด้วยความมุ่งมั่นอย่างสม่ำเสมอ เขาคือผู้ที่เดินเคียงคู่มากับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมสมัยนิยมของเกาหลี การแสดงของเขาถ่ายทอดความเป็นมนุษย์และชีวิตจริงเสมอ ผลงานนับไม่ถ้วนของเขาได้ส่งต่อแรงสะเทือนใจและการปลอบประโลมข้ามผ่านยุคสมัย”
พิธีศพของอันซองกีจะจัดขึ้นอย่างสมเกียรติในรูปแบบ งานศพของวงการภาพยนตร์ (Film Industry Funeral) โดยมีมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมชินยองกยุน และสมาคมนักแสดงภาพยนตร์เกาหลีร่วมเป็นเจ้าภาพ ซึ่งได้รับเกียรติจากนักแสดงรุ่นน้องชื่อดังอย่าง อีจองแจ และ จองอูซอง รับหน้าที่แบกโลงศพในพิธี
อันซองกีเกิดเมื่อปี 1952 ที่เมืองแทกู และเติบโตในกรุงโซล เขาถือเป็นใบหน้าสัญลักษณ์สำคัญของวงการภาพยนตร์เกาหลี ไม่เพียงแค่ฝีมือการแสดงที่โดดเด่น แต่เขายังได้รับความเคารพอย่างสูงจากเพื่อนร่วมงาน รุ่นน้อง และสาธารณชน ด้วยบุคลิกที่สุภาพ มั่นคง และวางตัวดีสม่ำเสมอตลอดชีวิตการทำงาน
เส้นทางนักแสดงของเขายาวนานและลึกซึ้งอย่างน่าทึ่ง เริ่มต้นเดบิวต์ตั้งแต่ปี 1957 ในฐานะนักแสดงเด็กจากภาพยนตร์เรื่อง ‘Twilight Train (รถไฟยามอัสดง)’ ของผู้กำกับคิมกียอง และฝากฝีมืออันทรงพลังในบทเด็กหนุ่มล้วงกระเป๋าจากเรื่อง ‘Defiance of a Teenager (การต่อต้านของวัยรุ่น)’ จนคว้ารางวัลการแสดงพิเศษสำหรับนักแสดงเยาวชนจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซานฟรานซิสโกมาครอง

เมื่อก้าวสู่บทบาทนักแสดงผู้ใหญ่ เขาสร้างสรรค์ผลงานข้ามยุคสมัยจนกลายเป็นเสาหลักของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลี ครอบคลุมหลากหลายแนว โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง ‘Silmido’ ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เป็นหนังเกาหลีเรื่องแรกที่มียอดผู้ชมทะลุ 10 ล้านคน
ตลอดชีวิตการทำงาน เขาร่วมงานกับผู้กำกับระดับตำนานของเกาหลีมากมาย เช่น อิมควอนแท็ก, คังอูซอก, อีมยองเซ, อีจังโฮ, แบชังโฮ และพัคกวังซู จนได้รับฉายาว่า “ความเชื่อมั่นแห่งชุงมูโร” (ศูนย์กลางวงการหนังเกาหลี) นอกจากการแสดง เขายังดำรงตำแหน่งสำคัญในวงการ อาทิ ประธานคณะกรรมการบริหารเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน, ประธานเทศกาลภาพยนตร์สั้นนานาชาติอาเซียนา และประธานมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมชินยองกยุน อีกทั้งยังได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์วัฒนธรรมระดับเงิน (2013) เพื่อเชิดชูเกียรติจากผลงานอันยิ่งใหญ่
ในปี 2019 อันซองกีฝากผลงานภาพยนตร์เรื่อง The Divine Fury (มือนรกพระเจ้าคลั่ง) ร่วมกับพัคซอจุนและอูโดฮวาน ในปีนี้เองที่เขาเปิดเผยข่าวการต่อสู้กับโรคมะเร็งเม็ดเลือด แต่เขาก็ไม่เคยละทิ้งหัวใจของนักแสดง ระหว่างการรักษาเขายังคงปรากฏตัวในงานสำคัญต่าง ๆ เช่น นิทรรศการรำลึกถึงคังซูยอน, งานประกาศรางวัลภาพยนตร์อินดี้ “ดอกไม้ป่า” และงานย้อนรำลึกผู้กำกับอีจุนอิก แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อวงการจวบจนวาระสุดท้าย
เพื่อนร่วมวงการต่างร่วมรำลึกถึงเขา พัคจุงฮุนกล่าวว่า “พี่อันซองกีคือพ่อ เป็นรุ่นพี่ และเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผม” ด้านนักแสดงจีนชื่อดัง ฟ่านปิงปิง ก็เคยยกให้เขาเป็น “นักแสดงเกาหลีที่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด” ขณะที่คิมฮเยซูกล่าวด้วยความเคารพรักว่าเขาเป็น “บุคคลที่พิเศษอย่างยิ่ง”
บุคคลเบื้องหลังที่คอยเคียงข้างเขาได้แก่ ภรรยา โอ โซยอง (ประติมากร), บุตรชายคนโต อันดาบิน (ศิลปิน) และบุตรชายคนเล็ก อันฟิลิป (ศิลปินและนักแสดง)
นับตั้งแต่เดบิวต์ในปี 1957 เป็นเวลากว่า 69 ปี กับผลงานมากกว่า 180 เรื่อง ชื่อของ อันซองกี ได้เดินเคียงข้างวงการภาพยนตร์เกาหลีมาโดยตลอด และเขาจะถูกจดจำไม่เพียงแค่ในฐานะนักแสดงบนจอเงิน แต่ในฐานะ ศักดิ์ศรีของยุคสมัย ที่จะสถิตอยู่ในความทรงจำตลอดไป
เส้นทางการต่อสู้กับโรคมะเร็ง “ผมจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง”
(หมายเหตุ: ข้อมูลส่วนนี้อ้างอิงจากการสัมภาษณ์ในช่วงปี 2022-2023)
อันซองกี นักแสดงแห่งชาติ (ในวัย 70 ปีขณะนั้น) กำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 กันยายน ในงานเปิดตัว “นิทรรศการพิเศษ แบชังโฮ: ครบรอบ 40 ปีการเดบิวต์” ที่จัดขึ้น ณ CGV อัพกูจอง กรุงโซล อันซองกีปรากฏตัวโดยสวมวิกผมและต้องมีคนคอยประคองเนื่องจากเสียงที่แหบพร่า สร้างความกังวลให้กับแฟน ๆ ภาพลักษณ์ของเขาดูแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากวิดีโอโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง “Hansan: Rise of the Dragon” ที่เข้าฉายในช่วงซัมเมอร์ปีเดียวกัน
ภาพยนตร์เปิดเทศกาลคือเรื่อง “People of Kkobang Village” ซึ่งอันซองกีเป็นนักแสดงนำ เขาขึ้นเวทีโดยมีคิมโบยอนคอยประคอง ผู้กำกับแบชังโฮเปิดเผยในวันถัดมา (วันที่ 16) ว่า “คุณอันซองกีแนะนำภาพยนตร์เดบิวต์ของเขาด้วยตัวเอง พร้อมบอกว่า ‘ตื่นเต้นมากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งหลังจากผ่านไป 40 ปี’ แต่ท่าทางเขาดูไม่ค่อยคล่องตัวนัก ผมเองก็ไม่กล้าถามเรื่องสุขภาพเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน” โดยในวันนั้นอันซองกีต้องกลับก่อนและไม่ได้อยู่ชมภาพยนตร์จนจบ
ในช่วงบ่ายวันที่ 16 ของเดือนเดียวกัน อันซองกีให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสื่อว่า “ผมต่อสู้กับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมาปีกว่าแล้ว หลังจากรับเคมีบำบัด สุขภาพช่วงนี้ก็ดีขึ้นบ้างจนพอจะออกมาข้างนอกได้” นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการยืนยันอาการป่วยของนักแสดงแห่งชาติผู้นี้ อันซองกีกล่าวเสริมว่า “พอถอดวิกออก (เนื่องจากการทำคีโม) ผมก็หัวโล้นหมดแล้ว” และกล่าวต่อว่า
“เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ผมไปร่วมงานศพนักแสดง คังซูยอน ช้ากว่าคนอื่น (เพราะการทำคีโม) ตอนนี้สุขภาพดีขึ้นมากแล้ว แต่ที่ไปร่วมงานทักทายผู้ชมเรื่อง ‘Hansan’ ไม่ได้ ก็เพราะผมทรงผมนี่แหละครับ (หัวเราะ)”
อันซองกีเดบิวต์จากภาพยนตร์เรื่อง Twilight Train ในปี 1957 เขาแสดงภาพยนตร์มาแล้วกว่า 160 เรื่อง (แบ่งเป็นนักแสดงเด็กประมาณ 70 เรื่อง และวัยผู้ใหญ่ 90 เรื่อง) มีผลงานสร้างชื่อมากมาย เช่น “A Fine Windy Day”, “Deep Blue Night”, “Whale Hunting”, “Two Cops”, “Silmido” และ “Radio Star” เสาหลักแห่งชุงมูโรท่านนี้เคยให้สัมภาษณ์ในปี 2016 ว่า “แม้ผ่านไป 60 ปี การแสดงไม่เคยน่าเบื่อเลยสำหรับผม มันใหม่เสมอ ผมขอบคุณที่ได้รับความรักมายาวนาน และเฝ้ารอวันพรุ่งนี้เสมอ ภาพยนตร์คือโลกใบใหม่ คือการได้พบเจอกับตัวละครใหม่ ๆ”
เมื่อเดือนตุลาคม 2020 เคยมีข่าวลือเรื่องสุขภาพของเขาหลังจากต้องเข้าโรงพยาบาลนานกว่า 10 วัน ต่อมาในงานแถลงข่าวภาพยนตร์ “In the Name of the Son” เมื่อเดือนเมษายนปีก่อนหน้า เขาบอกว่า “ผมดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี” แต่ร่างกายกลับดูซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ครั้งนั้น นักแสดงแห่งชาติผู้นี้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมทำงานในสภาพทรงผมแบบนี้ไม่ได้ แต่ผมจะกลับมาในสภาพที่แข็งแรงกว่าเดิมครับ”
อันซองกี ผู้ถูกจดจำด้วยภาพลักษณ์ที่ซื่อตรงและสง่างาม เคยกล่าวไว้ว่า “หนังเกาหลีเคยตกอยู่ในช่วงมืดมนจนถึงปลายยุค 70” และทิ้งท้ายว่า “ผมจึงพยายามเลือกหนังที่ดีขึ้น บทที่มีความหมาย และเรื่องราวที่กินใจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนในฐานะนักแสดง”

ข้อมูลจาก
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



