สละโสด! น้อบ ณภัทร ลูกชาย เศรษฐา ทวีสิน สวมแหวนหมั้นแฟนหนุ่ม โรแมนติกมาก

สุดอบอุ่น น้อบ ณภัทร ลูกชายอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน สวมแหวนหมั้นแฟนหนุ่มที่โปรตุเกส
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 โลกออนไลน์ร่วมแสดงความยินดีกับ น้อบ ณภัทร ทวีสิน ลูกชายของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หลังเปิดเผยภาพสวมแหวนหมั้นกับแฟนหนุ่มท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกที่เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส
เซตภาพดังกล่าวเผยให้เห็นโมเมนต์สุดอบอุ่นของทั้งคู่ โมเมนต์การสวมแหวนหมั้นด้วยกันสองคน น้อบยังเขียนแคปชั่นสั้น ๆ แต่ความหมายลึกซึ้งว่า “Fiancés” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “คู่หมั้น”

สำหรับประวัติของ น้อบ ณภัทร ลูกชายคนโตของนายเศรษฐา ทวีสิน เขาเข้าเรียนระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนจิตรลดา จากนั้นย้ายไปเรียนมัธยมต้นที่ Vinehall School เมืองซัสเซ็กซ์ ประเทศอังกฤษ ส่วนระดับมัธยมปลายเขาเข้าศึกษาที่ Eton College โรงเรียนชื่อดังระดับโลก
ต่อมาศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เขาคว้าปริญญาตรีด้านปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ต่อด้วยการคว้าใบปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา
ช่วงเริ่มต้นการทำงาน น้อบเคยเป็นพนักงานฝึกหัดที่บริษัท ทิมเบอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และบริษัท กูเกิล ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเรียนจบ เขาตัดสินใจกลับมาร่วมงานกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการใหม่ รับผิดชอบดูแลโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีของแสนสิริ

หากย้อนกลับไปดูจุดยืนของ เศรษฐา ทวีสิน ผู้เป็นพ่อ เขาคือหนึ่งในผู้ที่สนับสนุน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม มาอย่างต่อเนื่อง พรรคเพื่อไทยเคยทำกราฟิกสื่อสารข้อความของเขาไว้ว่า “ความรักที่เรามีต่อกัน ไม่ต้องแอบอยู่ข้างหลังอีกแล้ว เป็นอย่างที่เราอยากเป็น อยู่อย่างที่เราอยากอยู่… Better late than never สายกว่ายังดีกว่าไม่มา”
เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 นายเศรษฐาเคยโพสต์ข้อความแสดงความยินดีหลัง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ผ่านความเห็นชอบ ระบุว่าเขาชื่นชมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ช่วยกันผลักดันกฎหมายนี้จนสำเร็จ เพราะทุกคนต่อสู้เรียกร้องกันมายาวนาน และเชื่อในสิทธิที่เสมอภาคและเท่าเทียมกันของทุกคน
กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถแต่งงานกันได้ และคู่รักที่แต่งงานกันจะมีสิทธิทุกอย่างตามกฎหมายเช่นเดียวกับสามี-ภรรยาทุกคู่ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชีย และเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกฎหมายนี้
วันฉลองความสำเร็จที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2567 นายเศรษฐากล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า เป็นการฉลองให้กับจุดเริ่มต้นของความรักที่เท่าเทียม ความหลากหลายไม่ใช่ความแตกต่าง และขอให้ทุกความรักงดงามและเต็มไปด้วยพลัง




อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





