เจาะลึก “ระเบิดสุญญากาศ” อาวุธมรณะในกาซา ทำคนระเหยหายไปกว่า 2,000 คน

สรุปความจริงระเบิดสุญญากาศในกาซา หลังมีรายงานคนระเหยหาย 2,000 ราย เจาะลึกกลไกอาวุธมรณะและข้อกฎหมายสงคราม เพื่อให้คุณเข้าใจสถานการณ์จริงในพื้นที่ล่าสุด
ท่ามกลางไฟสงครามในฉนวนกาซาที่ยืดเยื้อ คำว่า ระเบิดสุญญากาศ (Vacuum Bomb) ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง พร้อมกับข้อกล่าวหาที่น่าสะพรึงกลัวว่า อาวุธชนิดนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์กว่า 2,000 คน ระเหยหายสาบสูญ ไปเฉย ๆ โดยไม่พบแม้แต่ร่าง
ทีมข่าว The Thaiger สรุปข้อเท็จจริงทางเทคนิคทหาร ข้อกฎหมาย และรายงานการสืบสวนล่าสุด เพื่อแยกแยะว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือข้อกล่าวหาที่ยังต้องพิสูจน์
ระเบิดสุญญากาศ พลังทำลายล้างรุนแรงแค่ไหน?
แม้ชื่อจะฟังดูเหมือนเครื่องดูดอากาศ แต่ในทางเทคนิคทางทหาร มันคือ อาวุธเทอร์โมบาริก (Thermobaric weapons) หรือ ระเบิดเชื้อเพลิงในอากาศ (Fuel-Air Explosive – FAE) ซึ่ง HRW เรียกรวม ๆ ว่า Enhanced Blast Weapons
กลไกการทำงาน 2 ขั้นตอนสุดอันตราย
เมื่อหัวรบของระเบิดสุญญากาศกระทบเป้าหมาย จะปล่อยเชื้อเพลิง กระจายตัวเป็นละอองฝุ่นฟุ้งไปทั่วบริเวณ (สามารถแทรกซึมเข้าถ้ำ อาคาร หรืออุโมงค์ได้ดี)
จากนั้น เชื้อเพลิงที่ฟุ้งอยู่จะถูกจุดระเบิด เผาไหม้ร่วมกับออกซิเจนในอากาศโดยรอบ ส่งผลให้เกิด ลูกไฟความร้อนสูง และ คลื่นอัดกระแทก (Blast Wave) ที่รุนแรงและยาวนานกว่าระเบิดทั่วไป
คำว่า “สุญญากาศ” มาจากปรากฏการณ์หลังการระเบิด ที่ออกซิเจนถูกเผาไหม้อย่างรวดเร็ว ทำให้ความดันอากาศตกลงวูบหนึ่ง (Negative Pressure) ซึ่งสามารถทำลายปอดหรืออวัยวะภายในของมนุษย์ได้ แม้จะไม่ได้ถูกสะเก็ดระเบิดโดยตรง

ข้อกล่าวหา “คนระเหย 2,000 ศพ” จริงไหม
ประเด็นนี้ร้อนแรงขึ้นเมื่อ Al Jazeera เผยแพร่รายงานเชิงสืบสวน (10 ก.พ. 2569) อ้างอิงข้อมูลจากทีมกู้ภัยในกาซา ระบุตัวเลขผู้สูญหาย 2,842 ราย ที่ “ไม่พบร่างหรือเหลือหลักฐานน้อยมาก”
รายงานดังกล่าวตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงไปถึงการใช้ อาวุธความร้อนสูงและแรงอัด (ซึ่งเข้าข่ายเทอร์โมบาริก) ว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายมนุษย์ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือซาก หรือที่เรียกในเชิงอุปมาว่า “ระเหย” (Vaporized) ไปกับแรงระเบิด
ในขณะที่ข้อกล่าวหาเรื่องอาวุธรุนแรงมีน้ำหนัก แต่สื่อตะวันตกและองค์กรระหว่างประเทศอย่าง AP News และ Reuters ให้มุมมองอีกด้านที่เกี่ยวกับข้อจำกัดหน้างาน โดยคาดว่ากาซาเต็มไปด้วยตึกสูงที่ถล่มลงมาทับถมกัน การค้นหาร่างภายใต้คอนกรีตหลายพันตันโดยไม่มีเครื่องจักรหนัก (Heavy Machinery) เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
การระบุว่า “สูญหาย” ในทางเอกสาร มักหมายถึง “ยังไม่พบร่าง” หรือ “พิสูจน์อัตลักษณ์ไม่ได้” ไม่ได้แปลว่าร่างนั้นสลายไปในอากาศเสมอไป ดังนั้น แรงระเบิดจากการโจมตีทางอากาศทั่วไป (Airstrike) ก็สามารถทำให้ร่างฉีกขาดจนยากแก่การรวบรวมได้เช่นกัน
หลักฐาน “แถบสี” บนจรวดอิสราเอล
ประเด็นเรื่องการใช้อาวุธเทอร์โมบาริกยังเป็นที่ถกเถียงในวงการนักวิเคราะห์อาวุธ เว็บไซต์ The War Zone เคยตั้งข้อสังเกตภาพถ่ายเฮลิคอปเตอร์ของอิสราเอลที่ติดตั้งขีปนาวุธ Hellfire ซึ่งมี “แถบสี” (Color Bands) ที่แตกต่างจากรุ่นปกติ ทำให้เกิดการคาดเดาว่าอาจเป็นรุ่นหัวรบพิเศษแบบเทอร์โมบาริก (เช่น AGM-114N)
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานจากการวิเคราะห์ภาพถ่าย ยังไม่มีการยืนยันการใช้งานภาคสนาม หรือการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนอาวุธทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน
ปัจจุบัน ไม่มีสนธิสัญญาที่ห้ามใช้อาวุธเทอร์โมบาริกโดยตรง แต่การใช้งานต้องอยู่ภายใต้ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) อย่างเคร่งครัด
- ต้องแยกแยะระหว่างทหารและพลเรือน
- ต้องได้สัดส่วน (Proportionality)
- คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ระบุว่า การใช้อาวุธชนิดนี้ใน “เขตเมืองที่มีคนหนาแน่น” ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง เพราะรัศมีทำลายล้างกว้างและควบคุมผลกระทบต่อพลเรือนได้ยาก
การหายตัวไปของชาวกาซานับพันคนคือโศกนาฏกรรมที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่สาเหตุจะมาจาก “อาวุธมรณะที่ทำให้ร่างระเหย” หรือ “ซากตึกที่ทับถมจนกู้ไม่ได้” ยังคงต้องรอการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์หลังสงครามสงบ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาคำตอบที่ชัดเจน 100%
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สื่ออิสราเอลตีตัวเลข ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต จากการสู้รบ 7 หมื่นศพ
- คลิปช็อก! กลุ่มโปรปาเลสไตน์ใช้ “ค้อนปอนด์” ทุบตร.หญิงสาหัส
- รวบคู่รักอิสราเอลเสื่อม มีเพศสัมพันธ์กลางน้ำตกวังไทร ไม่แคร์สายตาคน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: Al Jazeera, Human Rights Watch, AP News, The War Zone, Wikipedia
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





