เลขาฯ กกต. เผย 3 สาเหตุหลัก จับคนซื้อเสียงไม่ได้ ชี้ พยานกลัว-มาตรฐานศาลสูง

เลขาฯ กกต. ไขข้อสงสัย ทำไมจับคนซื้อเสียงไม่ได้สักที เผย 3 สาเหตุลึก พยานผวาอิทธิพล-ศาลยกฟ้องง่าย เพราะมาตรฐานสูง
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อธิบายเหตุผลว่า “ทำไม กกต. จับคนซื้อเสียงไม่ได้” โดยระบุว่า
ทุกการเลือกตั้งประเด็นที่เป็นที่กล่าวขานคู่กับการเลือกตั้ง คือ การซื้อเสียงเลือกตั้ง ทำไมเมื่อรู้ว่าคนที่จะซื้อเสียง ยังไงก็ไม่พ้นไปจากผู้สมัครหรือหัวคะแนน ทำไม กกต.จับมาลงโทษไม่ได้
สาเหตุที่ทำให้จับผู้ซื้อเสียงมาลงโทษไม่ได้มีปัจัยอยู่หลายประการ อาทิ ระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ ความสลับซับซ้อนในการซื้อเสียง ผลประโยชน์เกื้อกูลกัน หรือกระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง เป็นต้น
กระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง วันนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งและสำคัญอย่างยิ่งในการ ที่ กกต. นำผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาลงโทษไม่ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญออกแบบใว้ กล่าวคือ

กระบวนการพิจารณา
คดีเลือกตั้งจะดำเนินคดีในชั้นศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี โดยกระบวนการพิจารณาจะเป็นเหมือนคดีทั่วไป ที่ให้คู่ความคือ โจทก์และจำเลย ต้องมาต่อสู้ แสดงตนในศาลแบบเผชิญหน้าต่อกัน ทำให้คนที่จะนำมาเป็นพยานหวาดกลัวต่อฝ่ายการเมืองที่ถูกฟ้อง (ในชั้นพนักงานสอบสวนของ กกต. สำนักงานจะปกปิดพยานไม่ทราบว่าเป็นใคร จะมาทราบอีกทีก็ต่อเมื่อยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว) จึงไม่มาเป็นพยานหรือถ้าม่เป็นพยานก็จะกลับคำให้การเป็นส่วนมาก
มาตราฐานการรับฟังพยาน
การรับฟังพยานในคดีเลือกตั้งจะรับฟังเพียงว่า “มีหลักฐานอันควรชื่อได้ว่า” มีหลักการอยู่บน “เพื่อประโยชน์แห่งสารณะ” เพียงเพื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก็จะเอาจากสนาม ต่างจากมาตราฐานในคดีอาญา (ในคดีเลือกตั้งมีความผิดอาญารวมอยู่ด้วย) มีหลักการอยู่บนเรื่อง “สิทธิ เสรีภาพของปัจเจกชน” ต้องรับฟังพยานหลักฐาน “จนปราศจากข้อสงสัย” หากยังมีข้อสงสัยก็จะยกประโยชน์ให้จำเลยคือ ยกฟ้อง มันจึงเป็นความแตกต่างในเชิงหลักการในเรื่องเดียวกันที่ตั้งอยู่คนละหลักการเมื่อนำคดีเลือกตั้งขึ้นสู่ศาล
ความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยของพยาน
ด้วยกระบวนการพิจารณาตามข้อ 1. ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ที่จำเลย และพยานต้องเผชิญหน้ากันในศาล และมีทนายคอยซักค้าน ประกอบกับหากจำเลยเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แล้วมีตำแหน่งหน้าที่ และต้องอยู่ร่วมกันในสังคมแคบๆ พยานอาจย่อมรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงไม่มีผู้มาเป็นพยานในคดีเลือกตั้ง หรือเมื่อมาเป็นพยานแล้วพอถึงชั้นดำเนินคดีในศาลส่วนมากก็จะกลับคำให้การ
ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายการเมืองก็คงเห็นช่องทางที่จะได้รับประโยชน์ หรือช่องทางในการต่อสู้คดี จึงตั้งเป้าหมายให้ชนะในการเลือกตั้งเอาใว้ก่อน ส่วนเรื่องคดีไปสู้เมื่อพวกพ้องตนเองมีอำนาจหรือมีตำแหน่งหน้าที่แล้ว
สนง. ได้ตระหนักถึงผลร้ายของเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้เน้นไปที่การป้องกัน ป้องปราม กดดัน เพื่อไม่ให้เงินมีความหมายต่อผลการเลือกตั้ง แม้มีเงินก็ต้องแจกไม่ได้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “พิธา” หวนคืนเวที ช่วยหาเสียง ตั้งเป้าชนะเลือกตั้ง ส่ง “เท้ง” เป็นนายกฯ
- คิดดีไม่ได้! เอกสารเลือกตั้งพิมพ์ผิดมหันต์ สถานทูตไทยในนิวซีแลนด์แจงแล้ว
- “เรืองไกร” ยื่น กกต. ร้องสอบนโยบาย “แจกเงินล้าน วันละ 9 คน” ของเพื่อไทย
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





