ข่าวการเมือง

ประวัติ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ คนสนิทบิ๊กตู่

ประวัติ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ ดัน อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เข้าสภาฯ แทน ดันคนรุ่นใหม่ทำงานการเมือง

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หรือ ตุ๋ย เกิดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ปัจจุบันอายุ 67 ปี เป็นคนเพมาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยายา บุตรของพลโทณรงค์ สาลีรัฐวิภาค อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์และเจ้ากรมการพลังงานทหาร พ่อของพีะพันธุ์เป็นผู้ริเริ่มการขุดเจาะน้ำมันที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งปั๊มน้ำมันสามทหาร ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘ปั๊ม ปตท.’ ในด้านครอบครัวส่วนตัวนั้น พีระพันธุ์ มีภรรยาชื่อ สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค มีบุตรด้วยกันทั้งหมด 4 คน คือ ชลิตา ภัทร ภัทรพร และภัทรพรรณ

ประวัติการศึกษา “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ศิษย์เก่า รร.เซนต์คาเบรียล

พีระพันธุ์จบการศึกระดับมัธยมจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ต่อมาศึกษาปริญญาตรี ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา นอกจากนี้ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขากฎหมายอเมริกันทั่วไป จากมหาวิทยาลัยทูเลน ประเทศสหรัฐอเมริกา และสาขากฎหมายเปรียบเทียบ จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรี

ผลงานการเมืองอดีตฝ่าย “ตุลาการ”

จุดเริ่มต้นของเส้นทางการเมือง พีระพันธุ์ เคยทำงานเกี่ยวกับฝ่ายตุลาการมาก่อน และเคยนั่งแท่นผู้พิพากษาประจำกระทรวง ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองวิชาการ สำนักงานส่งเสริมตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ก่อนที่จะเปิดประตูสู่เกมการเมืองไทยครั้งแรก ผ่านการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกรุงเทพมหานคร เขตห้วยขวาง ดินแดง พญาไท ในพ.ศ. 2539 ในนามของพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ ตุ๋ย พีระพันธุ์ มีผลงานโดดเด่นจากการตรวจสอบการทุจริต โดยเฉพาะหมวดการจัดซื้ออาวุธของฝ่ายความมั่นคง อีกทั้งเขายังเคยดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช. ในช่วง พ.ศ. 2544 – 2548 โดยมีบทบาทสำคัญในการสอบสวนการทุจริตโครงการก่อสร้างทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง (ทางพิเศษบูรพาวิถี) หรือที่ถูกเรียกว่า “คดีค่าโง่ทางด่วน 6,200 ล้านบาท” ซึ่งในท้ายที่สุดการตรวจสอบของเขาได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชนะคดีในชั้นศาลด้วย

ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 พีระพันธุ์ได้ลงรับสมัครอีกครั้ง ในเขต 3 ของกรุงเทพมหานคร และเขาได้รับชัยชนะโดยมีคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ของเขต ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 พรรคประชาธิปัตย์รับหน้าที่เป็นฝ่ายค้านเพียงหนึ่งเดียว ได้จัดตั้ง “รัฐบาลเงา” ขึ้นมา ส่งผลให้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กับบทบาทในการปราบปรามทุจริต

นอกจากนี้พีระพันธุ์ยังเคยทำหน้าที่ในสภาและเป็นกรรมาธิการในหลายฝ่ายด้วย

  • รองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร
  • ประธานคณะอนุกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
  • ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณานโยบาย งบประมาณ และประสิทธิภาพกองทัพ
  • รองประธานคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552
  • กรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญเพิ่มเติมหลายคณะ

กระทั่งในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เขาได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ภายใต้รัฐบาลที่มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ และได้รับอีกครั้ง จึงได้เป็นสส.ต่อเนื่องอีกสมัย

ในการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 พีระพันธุ์ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 16 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับการเลือกตั้ง ทว่าหลังจากนั้นไม่ถึงปี เขาก็ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และพ้นจากสภาพการเป็นสส. แต่เมื่อผ่านไปไม่กี่วันเขาก็ได้กลับมาสู่บทบาทการเมืองอีกครั้ง เมื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ออกคำสั่งที่ 140/2565 แต่งตั้งให้พีระพันธุ์ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 พีระพันธุ์ได้เปิดเผยสังกัดใหม่อย่างเต็มตัว ด้วยการสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งหลังจากนั้นเพียง 1 วัน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐที่ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ก็ได้แต่งตั้งให้เขาขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค

แต่หลังจากชื่นมื่นกับพรรคใหม่ได้ไม่นาน วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565 พีระพันธุ์ ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่าตนเองกำลังเตรียมยื่นหนังสือลาออก จากการเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงสมาชิกพรรคพลังประชารัฐด้วย โดยให้เหตุผลว่าหน้าที่ของตนเองในการจัดทำโครงสร้างพรรคให้เข้มแข็งได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

ผ่านมาได้เพียงเดือนเดียว วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565 พีระพันธุ์ก็กลับมาสู่อ้อมอกของบิ๊กตู่อีกครั้ง โดยได้รับการแต่งตั้งพีระพันธ์ให้เป็นประธานกรรมการอำนวยความเป็นธรรมและเร่งรัดการปฏิบัติราชการ ต่อจากนั้นเขาได้รับหน้าที่ที่ใหญ่ขึ้น โดยได้รับเลือกจากที่ประชุมพรรค ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2565 ซึ่งเขาได้กล่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคที่เน้นเรื่องการทำงานเป็นหลัก มากกว่าที่จะมองว่าเป็นเกมการเมือง

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เอามาลัยไปให้ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565 โดยมีพลเอกประยุทธ์แต่งตั้งให้เขารับหน้าที่เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” แทน ดิสทัต โหตระกิตย์ ที่ยื่นใบลาออกไปก่อนหน้านี้

ในการเลือกตั้งปี 2566 พีระพันธุ์ได้เข้าสู่ศึกเลือกตั้งอีกครั้ง ในฐานะ สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ และได้รับการเลือกตั้งให้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในสภาอีกสมัย

ในเดือนมิถุนายน ปีเดียวกันนั้น พีระพันธุ์ได้ขอลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้เหตุผลว่าการลาออกในครั้งนี้ จะช่วยให้การทำงานในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น

อีกทั้งในเดือนกันยายน 2566 พีระพันธุ์ ได้เลื่อนตำแหน่งอีกครั้งภายใต้รัฐบาลที่มี เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เขาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น “รองนายกรัฐมนตรี” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในพระราชกิจจานุเบกษา วันที่ 2 กันยายน 2566 ซึ่งนับเป็นตำแหน่งทางการเมืองที่สูงที่สุดของพีระพันธุ์

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

พีระพันธุ์ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ ดันคนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท

วันนี้ (11 มีนาคม 2569) มีการเผยแพร่หนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งทั่วไป ของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้วงตั้งทั่วไปที่ผ่านมา

หลังจากที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ลาออกจาก สส. บัญชีรายชื่อ ส่งผลให้รายชื่อลำดับถัดไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ขึ้นมาทำหน้าที่แทน

ล่าสุด นายพีระพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค – Pirapan Salirathavibhaga ระบุว่า “สวัสดีครับ เมื่อวานนี้ (10 มีนาคม 2569) ผมได้หารือร่วมกับกรรมการบริหารพรรค และมีความเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนอย่างมั่นคง

ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ของพรรคก็มีศักยภาพ มีแนวคิด และมีพลังที่จะช่วยขับเคลื่อนให้พรรคเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต ดังนั้น พรรคจึงควรเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนโยบายและการสร้างเครือข่ายทางการเมืองของพรรค

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขออาสาเป็นแกนหลักในการผลักดันและสนับสนุนการทำงานของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มกำลัง ซึ่งภารกิจดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยเวลา ความทุ่มเท และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน พรรคยังต้องเดินหน้าสร้างผลงานทางการเมืองและทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเข้มแข็งควบคู่กันไป ซึ่งหากผมต้องรับผิดชอบทั้งสองภารกิจพร้อมกัน ก็อาจทำให้การขับเคลื่อนงานในแต่ละด้านไม่เต็มศักยภาพเท่าที่ควร

ผมจึงได้เสนอให้ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรแทนผม และผมมั่นใจอย่างยิ่งว่า ท่านอรรถวิชช์เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ พร้อมที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพรรคและพี่น้องประชาชน

ภายหลังจากที่ได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างรอบด้าน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามแนวทางนี้ ผมจึงได้แจ้งขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ท่านอรรถวิชช์เลื่อนขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ และทำงานในสภาผู้แทนราษฎรแทนผมต่อไป

สำหรับตัวผมเองนั้น ผมยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเต็มกำลัง และจะยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อพรรค เพื่อประชาชน และเพื่อประเทศชาติต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ และให้กำลังใจผมมาโดยตลอด ความเชื่อมั่นและพลังสนับสนุนจากทุกท่าน คือพลังสำคัญที่ทำให้ผมและพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไปอย่างเต็มความสามารถครับ”

อ้างอิง : วิกิพีเดีย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Woralada

นักเขียนเรื่องไลฟ์สไตล์ ข่าวบันเทิง และประเด็นการเมือง เวลาว่างชอบดูซีรีส์ อ่านวรรณกรรม และไปคอนเสิร์ตเพื่อต่อพลังงานชีวิต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button