สุขภาพและการแพทย์ไลฟ์สไตล์

น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช กินอะไรดีกว่ากัน งานวิจัยว่ายังไงบ้าง

หลายสิบปีที่ผ่านมา น้ำมันหมูถูกมองว่าเป็นศัตรู ทำให้เสี่ยงโรคหัวใจ แต่ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยหลายชิ้นเริ่มตั้งคำถามกับความเชื่อเดิม ขณะที่น้ำมันพืชซึ่งครองตลาดมาตลอดก็ถูกตรวจสอบใหม่เช่นกัน ว่ามีประโยชน์กว่าจริงหรือไม่

น้ำมันหมู

น้ำมันหมูมีไขมันอิ่มตัวประมาณ 45% ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว อีกราว 40% ทำให้สัดส่วนไขมันใกล้เคียงกับน้ำมันมะกอกมากกว่าที่หลายคนคิด

น้ำมันหมูจากหมูที่เลี้ยงในทุ่ง เป็นหนึ่งในแหล่งวิตามิน D จากอาหารที่หาได้น้อยมาก ซึ่งช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันและการดูดซึมแคลเซียม

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Animal Production Science ยังระบุว่าน้ำมันหมูมี conjugated linoleic acid (CLA) ที่มีการศึกษาว่าอาจมีผลในด้านต้านมะเร็ง ต้านโรคอ้วน และส่งเสริมสุขภาพระบบหัวใจและกระดูก

น้ำมันพืช

น้ำมันพืชส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันถั่วเหลือง คาโนลา ทานตะวัน หรือข้าวโพด มีปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง โดยเฉพาะกรดไขมัน omega-6

งานวิจัยพบว่าการบริโภค omega-6 ในปริมาณสูงขึ้นโดยรวมสัมพันธ์กับความเสี่ยงเสียชีวิตที่ลดลง 9% แต่ขณะเดียวกัน อัตราส่วน omega-6 ต่อ omega-3 ที่สูงเกินไปอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเสื่อมถอยทางสมองและโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ

น้ำมันพืชทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายไหม?

นี่คือเรื่องถกเถียงมากที่สุด ข้อมูลวิจัยเองก็ไม่ได้มีผลชี้ชัด การศึกษาหลายสิบชิ้นวิเคราะห์ผลของน้ำมันพืชต่อค่าบ่งชี้การอักเสบพบว่าไม่มีชิ้นใดที่แสดงหลักฐานชัดเจนว่าน้ำมันพืชเพิ่มการอักเสบ แถมบางชิ้นยังพบว่ามีผลต้านการอักเสบด้วยซ้ำ

เหตุผลที่กังวลกันคือ กรด linoleic acid ใน omega-6 สามารถเปลี่ยนเป็น arachidonic acid ในร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในปี 2024 พบว่ามีเพียงเศษเสี้ยวของ linoleic acid เท่านั้นที่ถูกแปลงเป็น arachidonic acid จริงๆ

ปัจจัยด้านพันธุกรรมก็มีผล แต่คนมักละเลย คนที่มีเชื้อสายแอฟริกัน ละตินอเมริกา หรือชนพื้นเมืองบางกลุ่มอาจเผาผลาญ omega-6 ได้เร็วกว่า ซึ่งอาจเพิ่มผลอักเสบจากน้ำมันพืชได้ในบางกรณี

น้ำมันหมูกับการปรุงอาหาร

น้ำมันหมูที่ผ่านกระบวนการกลั่นอย่างถูกต้องมี smoke point ประมาณ 188°C ซึ่งเหมาะสำหรับการทอดและย่างในอุณหภูมิสูง และทนต่อการเกิด oxidation ได้ดีกว่าน้ำมันพืชหลายชนิด

น้ำมันพืชจากข้าวโพด คาโนลา ถั่วเหลือง และเมล็ดฝ้าย มีความไม่เสถียรสูงเมื่อถูกความร้อน ซึ่งอาจทำให้เกิด free radicals ที่สัมพันธ์กับการอักเสบและความเสียหายของเซลล์

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า น้ำมันพืชแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน น้ำมันคาโนลาและน้ำมันมะกอกมีความเสถียรกว่าน้ำมันทานตะวันหรือน้ำมันข้าวโพดอย่างมีนัยสำคัญ

เปรียบเทียบน้ำมันหมูกับน้ำมันพืช

งานวิจัยใหม่ที่น่าสนใจ (2024–2025)

น้ำมันหมูอาจช่วยเรื่อง gut microbiota

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Science and Human Wellness (มีนาคม 2025) พบว่าหนูที่กินน้ำมันหมูมีความเสี่ยงโรคอ้วนต่ำกว่ากลุ่มที่กินน้ำมันข้าวโพดและคาโนลา ซึ่งอาจสัมพันธ์กับ gut microbiota ที่สมดุลกว่าและการกระตุ้น bile acid receptor แม้จะยังเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง ไม่ใช่มนุษย์

การรอดชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PLOS One (2026) ที่วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย พบว่าการปรุงอาหารด้วยน้ำมันหมูสัมพันธ์กับอัตรารอดชีวิตจาก CVD ที่ยาวนานกว่ากลุ่มที่ใช้น้ำมันพืช ถึง 44% โดยกลุ่มน้ำมันหมูมีอัตรารอดชีวิตเฉพาะโรคหัวใจ 93.9% เทียบกับ 88.2% อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ด้านอายุโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ความเสี่ยงจากไขมันสัตว์โดยรวม

งานวิจัยปี 2024 ที่ติดตามผู้คนกว่า 407,000 คนเป็นเวลา 24 ปี พบว่าการบริโภคไขมันสัตว์ในปริมาณสูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุที่เพิ่มขึ้น

หลักการ งด ลด เปลี่ยน เพื่อสุขภาพหัวใจ

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับองค์กรระดับสากล แนะนำแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อหลัก ดังนี้

  • งด: เลิกบริโภคไขมันทรานส์ อาหารที่ใช้มาการีน เนยขาว ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่

  • ลด: คุมปริมาณไขมันอิ่มตัวให้ต่ำกว่า 7% ของพลังงานต่อวัน ไขมันกลุ่มนี้พบมากในไขมันสัตว์ น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เนย

  • เปลี่ยน: หันมาใช้ไขมันไม่อิ่มตัวแทน ตัวอย่างเช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง

วิธีประกอบอาหารแบบไหนเสี่ยงต่อสุขภาพ

ความร้อน รูปแบบการทำอาหาร มีผลโดยตรงต่อการเกิดไขมันทรานส์ สารก่อมะเร็ง

  • Deep fry ทอดน้ำมันท่วม ใช้น้ำมันปริมาณมาก ความร้อนสูง ใช้เวลานาน ควรหลีกเลี่ยงวิธีนี้

  • Pan fry ทอดกระทะตื้น ใช้น้ำมันน้อย ความร้อนปานกลาง ใช้เวลานาน

  • Stir fry ผัดไฟแรง ใช้กระทะก้นลึก น้ำมันน้อย ความร้อนสูง อาหารขยับไปมาตลอดเวลา

อุณหภูมิที่ใช้ทำอาหารต้องไม่เกิน จุดเกิดควัน ของน้ำมัน อุณหภูมิทอดทั่วไปมักอยู่ที่ 200-230 องศาเซลเซียส หากความร้อนพุ่งทะลุจุดเกิดควัน น้ำมันจะเสื่อมสภาพ เกิดเป็นไขมันทรานส์ สารก่อมะเร็งประเภท PAHs ปรากฏขึ้นมา

น้ำมันที่ผ่านกรรมวิธี (Refined oil) จะมีจุดเกิดควันสูงกว่าน้ำมันที่ไม่ผ่านกรรมวิธี ออกซิเจน ความชื้น ทำให้จุดเกิดควันของน้ำมันลดลงได้ การนำน้ำมันมาทอดซ้ำจึงอันตรายมาก

ข้อมูลงานวิจัยระบุชัดเจนว่ากลุ่มน้ำมันเขตร้อนอย่าง น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว รวมถึง น้ำมันหมู มีไขมันอิ่มตัวสูงมาก การบริโภคเป็นประจำจะไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว ส่งผลให้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงขึ้น

งานวิจัย / วารสารวิชาการ

  1. Food Science and Human Wellness (March 2025) — Lard reduces obesity in mice vs corn oil and canola oilhttps://www.sciopen.com/article/10.26599/FSHW.2024.9250070
  2. PLOS One (2026) — Lard vs vegetable oil and CVD-specific survival https://journals.plos.org/plosone/article/file?type=printable&id=10.1371%2Fjournal.pone.0344282
  3. Nature / npj Science of Food (Dec 2025) — Moderate lard diet reduces fat deposition and inflammationhttps://www.nature.com/articles/s41538-025-00657-8

สื่อสุขภาพและองค์กรวิชาการ

  1. TODAY / NBC (Feb 2025) — Seed oils vs animal fats expert debate, รวมงานวิจัย 407,000 คน 24 ปีhttps://www.today.com/health/diet-fitness/seed-oil-vs-animal-fat-rcna190600
  2. University of Queensland School of Public Health (Feb 2024) — Omega-6 inflammation review https://public-health.uq.edu.au/article/2024/02/if-you%E2%27re-worried-about-inflammation-stop-stressing-about-seed-oils-and-focus-basics
  3. EUFIC — Do seed oils cause inflammation? https://www.eufic.org/en/misinformation/article/do-seed-oils-cause-inflammation
  4. OmegaQuant (Mar 2026) — New study: omega-6 does not increase inflammation https://omegaquant.com/new-study-shows-omega-6-does-not-increase-inflammation/
  5. Vinmec Health System — Lard vs cooking oil calories comparison https://www.vinmec.com/eng/blog/should-i-use-lard-or-cooking-oil-which-is-better-for-health-en
  6. ScienceInsights — Is lard healthy? Nutritional science review https://scienceinsights.org/is-lard-healthy-a-look-at-the-nutritional-science/

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button