ครูเสี่ยงคุก! เปิดข้อกฎหมาย ยึดไอโฟน 15 เรียกค่าไถ่ 1 หมื่นบาท เข้าอาญาเต็มๆ

ครูยึดไอโฟน 15 เรียกค่าไถ่ 10,000 บาท แม้เด็กลาออกแล้วก็ยังไม่คืน เปิดข้อกฎหมาย ผิดอาญาชัดเจน
จากดราม่ากรณีนักเรียนชายชื่อ “น้องบอย” จากนราธิวาส ขึ้นมาเรียนในกรุงเทพฯ และแอบพกไอโฟน 15 เข้าโรงเรียนทั้งที่รู้ว่ามีกฎห้ามใช้โทรศัพท์
วันที่ 20 เมษายน น้องบอยเผลอรับโทรศัพท์ในโรงเรียนจนครูจับได้ ต่อมาวันที่ 27 เมษายน ครูเปิดล็อกเกอร์และริบโทรศัพท์ไป แม้น้องบอยจะอธิบายว่าขอส่งโทรศัพท์กลับบ้านแล้ว แต่ครูยืนกรานให้ผู้ปกครองมาพูดเองเท่านั้น
น้าชายรีบเดินทางไปโรงเรียนเพื่อเจรจา แต่ครูพูดคำแรกเลยว่า “จะจ่ายเท่าไหร่” เมื่อน้าชายเสนอ 1,500 บาท ครูหันไปถามน้องบอยว่ายังไง สุดท้ายไม่ได้ข้อสรุป ไม่มีการจ่าย ไม่มีการคืน
วันที่ 30 เมษายน แม่ตัดสินใจให้ลูกลาออกจากโรงเรียนทันที พร้อมแจ้งครูผ่านภรรยาขอโทรศัพท์คืนตามที่อยู่บ้าน แต่ภรรยาครูตอบกลับมาว่า “ถ้าต้องการคืนต้องซื้อคืน”
ผ่านมา 3 วัน ยายของน้องบอยไปเจรจาเองที่โรงเรียน ครูยื่นราคาสุดท้าย 10,000 บาท จึงจะคืนให้
แม่และยายรู้สึกว่านี่คือการลักทรัพย์โดยตรง เพราะไอโฟน 15 เพิ่งซื้อมาไม่นานและยังผ่อนอยู่ จึงแจ้งความ ร้อยเวรโทรเจรจากับครูให้คืนโทรศัพท์ พร้อมแจ้งว่าหากยึดหรือเอาไปขายถือว่าผิดกฎหมาย
แต่ครูก็ยังไม่ยอมคืน มีการเจรจารวมทั้งหมด 8 ครั้ง ทั้งจากยาย เพื่อนบ้าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยครูบอกกับร้อยเวรว่า “จะขายแล้วเอามาคืนเป็นเงิน” ซึ่งร้อยเวรยืนยันชัดเจนว่าต้องคืนเป็นโทรศัพท์เครื่องเดิมเท่านั้น
เปิดโทษอาญา พฤติกรรมครู เข้าข่ายผิดกฎหมาย
ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างดำเนินการ เรื่องนี้แพร่สะพัดในโซเชียลและถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าแม้โรงเรียนจะมีกฎห้ามใช้โทรศัพท์ แต่การยึดทรัพย์สินแล้วเรียกเงินค่าคืนนั้น ไม่มีกฎหมายใดรองรับ และอาจเข้าข่ายความผิดฐานกรรโชกทรัพย์
ไม่มีกฎอะไรใหญ่กว่ากฎหมาย พฤติกรรมของครู เข้าข่าย ยักยอกทรัพย์ (ป.อาญา 352) ยึดโทรศัพท์เกินความจำเป็น และปฏิเสธไม่คืนเจ้าของหลังนักเรียนลาออกแล้ว ถือว่าไม่มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์ต่อไปอีก หากยังถือไว้หรือขายต่อ มีโอกาสเข้าข่าย ยักยอกทรัพย์ (ม.352) โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
การเรียกเงิน 10,000 บาท เพื่อแลกกับการคืนทรัพย์ที่ตนครอบครองโดยมิชอบ เข้าข่ายกรรโชก คือ “ข่มขู่ให้ผู้อื่นจำยอมให้ทรัพย์สิน” โทษหนักกว่าลักทรัพย์ จำคุก 1–10 ปี ปรับ 2,000–20,000 บาท
นอกจากนี้ยังฟ้องละเมิด ป.420 ฝ่ายครอบครัวสามารถฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายได้ ทั้งค่าเสื่อมราคาโทรศัพท์ระหว่างถูกยึด และความเสียหายอื่นๆ
ในทางวินัยราชการ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กำหนดให้ข้าราชการครูที่กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน ตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด
ส่วนความผิดวินัยร้ายแรง มีโทษถึงขั้น ปลดออก หรือ ไล่ออก จากราชการ
การต้องโทษคดีอาญามักถูกพิจารณาว่าเข้าข่าย “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ซึ่งถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการครูซึ่งสังคมโดยทั่วไปยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคล
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





