
ประเทศไทยมีบุคลากรภาครัฐรวม 2.9 ถึง 3 ล้านคน ครอบคลุมข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ข้อมูลสถิติระบุว่าคนไทย 22 คนมีบุคลากรรัฐดูแล 1 คน คิดเป็นสัดส่วน 7.47 เปอร์เซ็นต์ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ
กลุ่มบุคลากรสังกัดกระทรวงศึกษาธิการครองสัดส่วนสูงสุด ครูมีจำนวน 4.2 ถึง 4.4 แสนคน ข้าราชการพลเรือนสามัญมี 4.2 แสนคน ทหารมี 3.2 ถึง 3.6 แสนคน ส่วนท้องถิ่นมี 2.5 แสนคน ตำรวจมี 2.1 แสนคน รัฐบาลยังมีพนักงานราชการสัญญาจ้างอีก 1.1 ถึง 1.2 ล้านคน
รัฐบาลจัดสรรงบบุคลากรปี 2568 ไว้สูงถึง 823,284.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้าตามมาตรการปรับฐานเงินเดือน ร่างงบประมาณปี 2569 มีแนวโน้มขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลต้องเตรียมรองรับการปรับเงินเดือนรอบสองในเดือนพฤษภาคม 2568 งบประมาณส่วนนี้ครอบคลุมเงินเดือนข้าราชการ ค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว ค่าตอบแทนพนักงานราชการรูปแบบพิเศษ
ปัญหาใหญ่ของระบบราชการอยู่ที่งบเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ รัฐบาลต้องจัดสรรงบกลางปี 2568 สำหรับส่วนนี้สูงถึง 330,000 ถึง 340,000 ล้านบาท ตัวเลขเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 6,600 ล้านบาท
การประเมินรวมงบเงินเดือนกับงบบำเหน็จบำนาญทำให้รัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่ายดูแลบุคลากรสูงกว่า 1.1 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วน 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งหมด
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าภายใน 10 ปี งบบำเหน็จบำนาญจะสูงแซงหน้าเงินเดือนข้าราชการปัจจุบัน ข้าราชการรุ่นเบบี้บูมเมอร์กำลังเกษียณอายุพร้อมกันจำนวนมหาศาล รัฐบาลเพิ่งปรับเพิ่มเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญขั้นต่ำเป็น 11,000 บาทต่อเดือน

แนวคิดลดขนาดราชการ ลดภาระการเงินประเทศ
หลายประเทศทั่วโลกหันมาใช้แนวคิดการลดขนาดราชการเพื่อแก้ปัญหาภาระงบประมาณ เวียดนามใช้วิธีควบรวมหน่วยงานระดับท้องถิ่นเพื่อลดความซ้ำซ้อน
สหรัฐอเมริกาเดินหน้าปฏิรูประบบราชการด้วยการตัดลดหน่วยงานทับซ้อน รัฐบาลอเมริกันนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปลงทุนโครงการสำคัญอื่น อังกฤษกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น แปรรูปหน่วยงานบางส่วนให้แข่งขันแบบเอกชน จีนยุบรวมกระทรวงที่มีภารกิจทับซ้อนกัน แปรรูปหน่วยงานเป็นรัฐวิสาหกิจ
รัฐบาลไทยสามารถนำแนวทางเหล่านี้มาปรับใช้ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI มาใช้แทนกระบวนการทำงานเอกสารช่วยลดจำนวนเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน รัฐสามารถเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจากข้าราชการประจำมาเป็นพนักงานสัญญาจ้างในตำแหน่งที่ใช้แรงงานภาคเอกชนหรือเทคโนโลยีทดแทนได้ การจ้างหน่วยงานภายนอกเข้ามาทำหน้าที่แทนในส่วนที่รัฐไม่มีความเชี่ยวชาญช่วยลดต้นทุนระยะยาว
การลดขนาดองค์กรมีความท้าทายหลายด้าน รัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณก้อนใหญ่สำหรับจ่ายเงินชดเชยการออกจากงาน การลดคนโดยไม่ปรับปรุงกระบวนการทำงานทำให้คุณภาพการบริการประชาชนแย่ลง เป้าหมายที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การลดจำนวนคน เป้าหมายคือการปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม รัฐบาลต้องบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สร้างผลลัพธ์มหาศาลจากทรัพยากรที่มีจำกัด

หากประเทศไทย ลดจำนวนข้าราชการ ช่วยลดรายจ่ายได้จริงไหม
การวิเคราะห์ผลประหยัดจากการลดขนาดราชการต้องมองตามข้อเท็จจริงทางการเงิน การลดจำนวนบุคลากรไม่อาจสร้างผลประหยัดแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยในงบประมาณปีแรก รัฐมีต้นทุนแฝงจากการจ่ายเงินชดเชยหรือโครงการเออร์ลี่รีไทร์
ข้อมูลพื้นฐานชี้ว่าไทยมีบุคลากรรัฐ 3 ล้านคน รัฐใช้งบเงินเดือน 823,284 ล้านบาทต่อปี ค่าเฉลี่ยเงินเดือนบุคลากรตกอยู่ที่ 274,428 บาทต่อคนต่อปี ตัวเลขนี้คิดเป็นค่าเฉลี่ยราว 22,869 บาทต่อเดือนต่อคน
กรณีสมมติฐานรัฐลดกำลังคน 10 เปอร์เซ็นต์ รัฐจะตัดตำแหน่งงานได้ 300,000 ตำแหน่ง จะทำให้รัฐประหยัดงบเงินเดือนลงได้ 82,328 ล้านบาทต่อปี
ในความเป็นจริงทางปฏิบัติ รัฐไม่สามารถปลดข้าราชการออกได้ทันทีโดยไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย หากรัฐใช้โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดพร้อมจ่ายเงินชดเชย 10 เดือน รัฐต้องเตรียมงบประมาณก้อนแรกสำหรับจ่ายชดเชยสูงถึง 68,607 ล้านบาท เมื่อนำมาหักลบกัน การดำเนินนโยบายในปีแรกจะประหยัดเงินงบประมาณสุทธิได้เพียง 13,721 ล้านบาทเท่านั้น
ผลบวกทางการเงินที่แท้จริงจะเริ่มปรากฏในงบประมาณปีที่ 2 รัฐจะเก็บเกี่ยวผลประหยัด 82,328 ล้านบาทต่อปีได้อย่างเต็มที่ การลดจำนวนข้าราชการในระบบปัจจุบันยังส่งผลดีต่องบบำนาญในอนาคต รัฐสามารถตัดภาระผูกพันระยะยาวได้อีกมหาศาลเมื่อกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในระบบจนถึงวัยเกษียณ
วิธีที่คุ้มค่าสุดในมุมเศรษฐศาสตร์คือการลดขนาดผ่านอัตราการเกษียณ ข้าราชการรุ่นเก่าเกษียณอายุปีละหลายหมื่นคน หากรัฐยุติการรับบุคลากรใหม่ทดแทนตำแหน่งเดิมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ รัฐจะลดจำนวนคนในระบบได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยก้อนโต วิธีนี้ทำให้รัฐเห็นตัวเลขการประหยัดงบประมาณชัดเจนตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มนโยบาย
ผลลัพธ์ทางการเงินทั้งหมดขึ้นอยู่กับเป้าหมายเปอร์เซ็นต์การลดคน การลดขนาดระบบราชการนำมาซึ่งการลดภาระงบประมาณระยะยาวอย่างปฏิเสธไม่ได้ รัฐจะมีเม็ดเงินเหลือสำหรับนำไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศได้จริง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:



