
วันที่ 5 มีนาคม 2569 มีรายงานยืนยันว่ารัฐบาลจีน โดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ได้สั่งการให้โรงกลั่นน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐ ระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน เป็นการชั่วคราวโดยมีผลทันที สาเหตุหลักเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ใน ตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้จีนต้องเร่งสำรองเชื้อเพลิงไว้ใช้ภายในประเทศเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
โรงกลั่นที่ได้รับผลกระทบ ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ ได้แก่
- PetroChina
- Sinopec
- CNOOC
- Sinochem Group
- รวมถึงโรงกลั่นเอกชนขนาดใหญ่อย่าง Zhejiang Petrochemical
- โรงกลั่นถูกขอให้หยุดลงนามสัญญาส่งออกใหม่ และให้เจรจายกเลิกการส่งมอบที่ตกลงไว้ก่อนหน้า
มาตรการนี้ยังคงอนุญาตให้ส่งออก น้ำมันเครื่องบิน (Jet fuel) และน้ำมันเชื้อเพลิงเรือ (Bunker fuel) รวมถึงการจัดส่งไปยังฮ่องกงและมาเก๊าได้ตามปกติ
มาตรการนี้เกิดขึ้นในทิศทางเดียวกับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ ในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และอินเดีย ที่เริ่มปรับลดกำลังการผลิตและระงับการส่งออกเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานโลกเช่นกัน
ราคาน้ำมันดิบโลก ณ วันที่ 5 มีนาคม 2569 ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงกว่า 3% ทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี เนื่องจากความกังวลอย่างหนักต่อสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สถานะราคาน้ำมันล่าสุดมีดังนี้
Brent Crude: อยู่ที่ประมาณ 83.08 – 84.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาพุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 22% ภายในเดือนเดียว
WTI Crude: อยู่ที่ประมาณ 76.67 – 77.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สาเหตุการพุ่งสูง ปัจจัยหลักจากสงครามขยายต้ว การปะทะกันโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เรือรบอิหร่านถูกโจมตีนอกชายฝั่งศรีลังกา
นักวิเคราะห์จาก Reuters เตือนว่าหากความขัดแย้งไม่ยุติ ราคามีโอกาสพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ผลกระทบในไทย: ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ เช่น บางจาก และ ปตท. เริ่มประกาศตรึงราคาขายปลีกชั่วคราวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แม้ต้นทุนตลาดโลกจะผันผวนสูงก็ตาม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- จีนซัดสหรัฐฯ ถล่มอิหร่าน สังหารผู้นำ ละเมิดอำนาจอธิปไตย หวั่นสงครามบานปลาย
- อดีตนักบินกองทัพสหรัฐฯ โดนจับฐานทรยศประเทศ ฝึกสอนนักบินกองทัพจีน
- รวบชายจีนกลางสนามบิน โกง VAT ก่อนหนีซุกประเทศไทย ใช้ชีวิตหรู
ข้อมูลจาก : UNN
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



