ข่าวการเมือง

ตำนานฉาว เลือกตั้งโมฆะ 2557 กปปส.ปิดคูหา สุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญฟันขาด

ย้อนกลับไปในการหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ชนวนเหตุทำให้เกิดภาวะวิกฤติการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ ในขณะนั้น ประเทศไทยบริหารงานโดยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย

รัฐบาลได้พยายามผลักดันและเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเข้าสู่สภา และผ่านสภากลางดึก จนถูกเรียกว่าสภาลักหลับ สร้างความไม่พอใจอย่างมากจนก่อให้เกิดการรวมตัวประท้วงครั้งใหญ่ของมวลชน นำโดยกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่รู้จักกันในนาม กปปส.

สถานการณ์ทวีความตึงเครียดขึ้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในขณะนั้น ได้ตัดสินใจถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของตนเองออกจากการทำหน้าที่ในสภา เพื่อไปเข้าร่วมการชุมนุมบนท้องถนนร่วมกับกลุ่ม กปปส. ด้วย

เมื่อแรงกดดันจากมวลชนบนท้องถนนและพรรคฝ่ายค้านถาโถมเข้าใส่อย่างหนัก รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์จึงต้องหาทางออกเพื่อลดความขัดแย้ง ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556 รัฐบาลได้ตัดสินใจประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับยืนยันว่าจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ตามกำหนดการทางกฎหมาย ตัวนางสาวยิ่งลักษณ์เองก็ปฏิเสธที่จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้งกลับไม่ใช่ทางออกที่กลุ่มผู้ประท้วงต้องการ ความเห็นของคนในประเทศแตกแยกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองว่าการเลือกตั้งคือทางออกทางการเมืองที่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ในขณะที่กลุ่ม กปปส. กลับต่อต้านการเลือกตั้งอย่างสุดกำลัง ข้อเรียกร้องหลักคือต้องการให้มีการจัดตั้ง “สภาประชาชน” ขึ้นมาทำหน้าที่แทนกระบวนการรัฐสภาปกติ

ตัวละครสำคัญที่ต้องเข้ามารับหน้าเสื่อจัดการกับวิกฤติการณ์ระดับชาตินี้คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม

ในยุคสมัยนั้น โครงสร้างของ กกต. ประกอบไปด้วยประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการอีก 6 คน รวมเป็น 7 เสียง พร้อมด้วยเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งอีกหนึ่งคน มีนายศุภชัย สมเจริญ ทำหน้าที่เป็นประธาน กกต. ซึ่งถือเป็นประธานชุดแรกในยุคของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีนายภุชงค์ นุตราวงศ์ ทำหน้าที่เป็นรักษาการเลขาธิการ อำนาจหน้าที่ของ กกต. ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นครอบคลุมตั้งแต่การรับสมัครผู้ลงเลือกตั้ง การจัดพิมพ์และกระจายบัตรเลือกตั้ง ไปจนถึงการจัดเจ้าพนักงานดูแลการเลือกตั้งและการนับคะแนน

แต่ภารกิจของ กกต. ในปี 2557 นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค กลุ่ม กปปส. ได้เดินหน้ายกระดับการชุมนุมด้วยการเข้าปิดล้อมสถานที่ราชการและหน่วยจัดการเลือกตั้งต่างๆ ทั่วประเทศ จนทำให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายกลายเป็นความรุนแรง มีรายงานการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมในหลายจุด เช่น เหตุปะทะที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง (เขตปทุมวัน) และในพื้นที่ต่างจังหวัด ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากทั้งสองฝ่าย

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ร้อนระอุ ส.ส. บางส่วนได้ตัดสินใจอำลาพรรคการเมืองเดิมเพื่อไปเข้าร่วมการต่อต้านอย่างเต็มตัว เริ่มมีการพูดคุยถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน แต่ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีข้อสรุปออกมาว่าไม่มีอำนาจในการสั่งเลื่อนการเลือกตั้งได้ ปัญหาความวุ่นวายยังลามไปถึงกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในช่วงปลายเดือนมกราคม พบว่ามีปัญหาเรื่องการขนส่งบัตรเลือกตั้งในบางพื้นที่อันเป็นผลมาจากการถูกปิดกั้นจากกลุ่มต่อต้าน

วันเลือกตั้งจริงในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก กลุ่ม กปปส. ได้เปิดปฏิบัติการที่เรียกว่า “ปิดคูหา”มุ่งหวังที่จะยับยั้งไม่ให้การลงคะแนนเสียงเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ผลจากปฏิบัติการนี้ทำให้หน่วยเลือกตั้งประมาณร้อยละ 10 ถึง 15 ไม่สามารถเปิดทำการให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิได้

ปัญหาไม่ได้จบแค่การขัดขวางของมวลชนเท่านั้น ในส่วนของพรรคการเมืองคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ตัดสินใจคว่ำบาตรการเลือกตั้งด้วยการไม่ส่งผู้สมัครลงชิงชัยในหลายเขตที่เป็นพื้นที่ฐานเสียงของตนเอง หนำซ้ำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังปฏิเสธที่จะเดินทางไปลงคะแนนเสียงด้วย

กกต. ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งถึงกับต้องออกมายอมรับความพ่ายแพ้ ยอมรับว่าการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักหน่วงและการถูกปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งจากผู้ชุมนุม

ความล้มเหลวของการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านตัวเลขสถิติที่ทาง กกต. ได้รวบรวมไว้ เนื่องจากการจัดการเลือกตั้งเต็มไปด้วยอุปสรรค กกต. จึงสามารถประกาศสถิติได้เพียงแค่บางส่วนจาก 68 จังหวัดที่สามารถดำเนินการเลือกตั้งได้ โดยไม่รวมพื้นที่ 9 จังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ในวันที่ 5 และ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 กกต. ได้แถลงตัวเลขว่ามีประชาชนฝ่าความวุ่นวายออกมาใช้สิทธิประมาณ 20.53 ล้านคน คิดเป็นเพียงร้อยละ 47.72 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด ตัวเลขนี้ถือว่าตกต่ำลงอย่างน่าตกใจเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2554 ที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิสูงถึงร้อยละ 75.03

สัดส่วนของบัตรเสียและผู้ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนเสียง (โหวตโน) พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด พบว่าเป็นบัตรเลือกตั้งดีเพียง 14.65 ล้านใบ (ร้อยละ 71.34) ในขณะที่มีบัตรเสียมากถึง 2.46 ล้านใบ (ร้อยละ 11.97) ที่น่าตกใจคือมีผู้กากบาทช่องงดออกเสียงหรือโหวตโนสูงถึง 3.43 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16.69 ซึ่งตัวเลขคนโหวตโนนี้สูงกว่าการเลือกตั้งในปี 2554 ที่มีเพียงร้อยละ 2.72 อย่างเทียบไม่ติด

ตัวเลขบัตรเสียและโหวตโนที่สูงผิดปกติ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรงของประชาชน ทั้งต่อตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งและต่อระบบการเมืองที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนั้น

จากสภาพความไม่สมบูรณ์ของการลงคะแนน ทำให้จำนวน ส.ส. ที่ได้ไม่ครบเกณฑ์ร้อยละ 95 ของ 375 เขตตามที่กติกาได้กำหนดไว้ ส่งผลให้ กกต. ไม่สามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้อย่างเป็นทางการ เปิดสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้

ความยืดเยื้อนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายครั้งใหญ่ หลังจากการลงคะแนนเสียงสิ้นสุดลง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อันเป็นกลไกของฝ่ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้

คำร้องดังกล่าวได้หยิบยกประเด็นปัญหาทางกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาต่อสู้ ระบุว่าการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จพร้อมกันทั่วประเทศได้ภายในวันเดียวตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ฝ่ายผู้ร้องยังมองว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครและตัวหัวหน้าพรรคไม่ไปใช้สิทธิ ถือเป็นพฤติการณ์ที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน

ศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ในที่สุด วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 นั้นตกโมฆะ ศาลได้ยืนยันหลักการทางกฎหมายว่า การจัดการเลือกตั้งจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรค 2 คำตัดสินนี้แม้จะเป็นไปตามตัวอักษรของกฎหมาย แต่ก็สร้างข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมเกี่ยวกับการใช้อำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินที่เป็นผู้ยื่นร้อง และการตีความกฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นกลางของสถาบันตุลาการ และทำให้ความพยายามในการนำคะแนนเสียงกว่า 20 ล้านเสียงมาคำนวณเป็นจำนวน ส.ส. จริงๆ ต้องสูญเปล่าไปโดยปริยาย

พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นการจงใจสร้าง “สุญญากาศทางการเมือง” ขึ้นมา เพื่อปูทางไปสู่การยึดอำนาจ สังคมไทยถูกแบ่งขั้วอย่างรุนแรงและลึกซึ้ง กลุ่มประชาชนที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบต้องสูญเสียความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งอย่างหมดสิ้น ในขณะที่มวลชนแนวร่วม กปปส. กลับแสดงความยินดีและพร้อมอ้าแขนรับวิธีการแก้ไขปัญหานอกระบบที่กำลังจะตามมา

ผลกระทบทางสังคมก็เห็นได้ชัดจากการใช้กำลังและความรุนแรงในการปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง ซึ่งนอกจากจะสร้างความไม่มั่นคงและคุกคามสิทธิในชีวิตของประชาชนแล้ว ยังทำให้จำนวนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งลดลงอย่างน่าใจหายในหลายพื้นที่ ถึงสภาวะที่ประเทศขาดเสถียรภาพทางสังคมอย่างรุนแรง

สภาวะไร้ทางออกของประเทศดำเนินต่อไปภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ โดยที่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ยังคงต้องทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางสถานการณ์โหวตโนที่สูงลิ่วและการปิดคูหาของ กปปส. ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งสภาที่มีเสียงข้างมากตามกลไกปกติได้เลย

จนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายขาดลง ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 กองทัพ นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตัดสินใจกระทำการรัฐประหาร ภายใต้นามของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นการยุติบทบาทของรัฐบาลพลเรือนและตัดจบปัญหาความขัดแย้งด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ

หลังจาก คสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ได้มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นมาทำหน้าที่แทนรัฐสภา และในช่วงกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2557 สนช. ก็ได้ลงมติแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคของรัฐบาลทหารอย่างเต็มรูปแบบ แทนที่รัฐบาลที่ควรจะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button