
สรุปดราม่าวงการรีวิวอาหารเสริม “เมย์-หนิง” เดือดจริยธรรมรีวิวอินฟลู “อูน ชนิสรา” แจงยิบโต้กลับปมในอดีต
ทำเอาชาวเน็ตตามเผือก หลัง “เมย์ วาสนา” กับ “หนิง ปณิตา” หลังออกมาฟาดการรีวิวของอินฟลูรายหนึ่ง ทำคลิปรีวิวคอลลาเจนของอีกแบรนด์ ในคลิปมีการขึ้นข้อความว่า “เลิกกันเถอะ คอลลาเจนที่ไม่จริงใจ” มีการนำสินค้าแบรนด์ของ “คุณเมย์” มาเปรียบเทียบส่วนผสม ก่อนจะโยนสินค้านั้นทิ้งและเชิดชูแบรนด์ที่ตนรีวิว
อีกสิ่งที่ทำให้สองสาวไม่พอใจคือ เจ้าของแบรนด์ ได้เข้าไปคอมเมนต์ขอบคุณและรีโพสต์คลิปดังกล่าว ทำให้ “เมย์ วาสนา” ออกมาโพสต์ตำหนิว่าไม่สนับสนุนการทำธุรกิจที่ไร้จริยธรรม เรื่องนี้จะต้องถึงที่สุด ทางด้าน “หนิง ปณิตา” ก็ได้แชร์โพสต์สนับสนุน ว่าการบอกข้อดีสินค้าตนเองทำได้ แต่ไม่ควรเอาแบรนด์คนอื่นมาทำแบบนี้

อูน ชนิสรา ร่ายยาวแจง 3 ประเด็น โต้กลับปมในอดีต
ล่าสุด “อูน ชนิสรา” ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านทางเฟซบุ๊ก Oun Chanisara แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. จริยธรรมสินค้า ยืนยันว่าการใส่สารสกัดเยอะตามงานวิจัยในราคาที่เหมาะสมเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่อง Overdose หรือไม่ดีตามที่ถูกกล่าวหา แบรนด์มีความชัดเจนเรื่องส่วนผสมและ Trademarks
“สำหรับเรามองว่าการที่แบรนด์ใส่อะไรเยอะไปไม่ดี overdose ไม่ควรอันนี้เห็นด้วย แต่การใส่สารดีๆเยอะๆตามงานวิจัย ในราคาที่เหมาะสม ดีมากๆค่ะ งงว่าเอามาเป็นประเด็นได้ไง งานวิจัยก็มีโต้งๆ
ผู้บริโภคเลือกแบรนด์ได้ว่าอยากได้สินค้าที่โฟกัสอะไร แบรนด์เราก็ชัดเจนว่าเป็นเรื่องสารสกัดและtrademarkจริง ที่ใส่ถึงตามที่เคลมจริง ไม่ผสมสารเจ้าอื่น เลือกหน้าตาซองรูปแบบการกินไปตามการเห็นผลลัพธ์ของสารสกัด พูดชัดเจนทุกครั้งที่สื่อสาร
ที่บอกว่าให้หยุด educate ซักทีว่าใส่เยอะ=ดี …คือใส่เยอะถ้าตามงานวิจัย ไม่ดีตรงไหนคะ คนทำแบรนด์ควรรู้ข้อมูลและอธิบายชัดเจนได้ในสิ่งที่ตัวเองทำ ทำไมถึงต้องไม่บอกลูกค้าตามจริงว่าเราควรกินอะไรยังไง?
ส่วนผสมคอลลาเจนแต่ละเจ้าปกติยืนพื้นที่คอลลาเจนกันอยู่แล้ว เสริมอะไรเข้าไปก็ตามที่แบรนด์เชื่อว่าเวิร์ค อย่างเราชอบไฮยามากก็ใส่ แบรนด์มีหน้าที่บอกว่าในสูตรมีอะไรบ้าง ใส่เท่าไหร่ ลูกค้าชอบอะไรก็ซื้ออันนั้น
ข้อมูลทุกอย่างที่แจ้งลูกค้าควรเป็นไปตามงานวิจัย ไม่ใช่ ai เพราะ ai ความน่าเชื่อถือไม่สูง แต่ถ้าแบรนด์ใส่อะไรชัดเจนแบบตรวจสอบได้และลูกค้าสามารถใช้ ai เป็นอุปกรณ์เสริมที่ให้คำตอบไวสุด อย่างน้อยถ่ายรูปเชค ก็ได้ข้อมูลสรุปคร่าวๆ แล้วนำไปสู่การอ่านงานวิจัยต่อได้ค่ะ ถ้าลูกค้าอยากได้ paper งานวิจัยใดๆเค้ามาขอแบรนด์ได้เสมอ”
2. จริยธรรมทางธุรกิจ อูนระบุว่าตนไม่สนับสนุนการทำธุรกิจทำร้ายใคร แต่ได้ย้อนถามถึงจริยธรรมของอีกฝ่าย โดยยกเคสในอดีตเรื่อง “GlassyX” ที่มีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดเครื่องหมายการค้า ซึ่งคู่กรณี (ผู้ผลิตสินค้าให้ในตอนนั้น) เป็นฝ่ายแพ้คดีและยังจ่ายชดเชยไม่ครบ
“เราก็ไม่สนับสนุนการทำธุรกิจแบบทำร้ายคนอื่นค่ะ พาร์ทธุรกิจเท่าที่ทำงานมาก็ไม่มีอะไรที่เอาเปรียบใคร เอาแค่พื้นฐานเลยคือการละเมิดเครื่องหมายการค้า เราเองก็ไม่สนับสนุนการผลิตสินค้าใต้เครื่องหมายการค้าคนอื่นเหมือนกันค่ะ ถ้าจำได้ GlassyX เคยมีเคสที่ ณ ตอนนั้นขึ้นศาลกันเรียบร้อย ไกล่เกลี่ยยอมความโดยทางแบรนด์ที่คุณผลิตให้ (ซึ่งฟ้องเราก่อนด้วยเพราะเราออกมาพูดว่าเครื่องหมายการค้ามันเหมือนกัน) เค้าก็ลงจดหมายขอโทษเราแล้ว ตัวแทนแบรนด์ด่าเราเสียหายในคอนเทนท์ จนขึ้นศาลอีกรอบ เค้าแพ้คดี ตอนนี้ยังจ่ายชดเชยเราไม่หมดเลยนี่ก็ไม่ทวงเพราะเค้าก็บ่นอะไรมามากมายว่าลำบาก
ซึ่งผู้ผลิตสินค้าในตอนนั้นคือคุณ ตอนนั้นเราก็ไม่ได้ว่าอะไร ให้มันผ่านไป แต่พอมาพูดเรื่องจริยธรรมธุรกิจ อาจจะต้องลองดูสิ่งที่คุณทำไว้ค่ะ สำหรับเราเรื่องนี้ชัดเจน”
3. จริยธรรมการรีวิว
-
-
ยืนยันว่า “ไม่เคยจ้างหรือบรีฟ” ให้ใครทำคลิปดิสเครดิตคู่แข่ง
-
การคอมเมนต์ “ขอบคุณมากๆ นะคะ” เป็นปกติที่ทำกับทุกคลิปที่รีวิวสินค้า ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับใคร แต่เมื่อทราบว่าอีกฝ่ายไม่สบายใจ ยินดีลบคอมเมนต์ และขออภัยที่จะระวังให้มากขึ้นในอนาคต
-
มองว่าท้ายที่สุดคุณภาพสินค้าจะเป็นตัวตัดสินความจริงของคอนเทนต์นั้นเอง
-
“ปกติเราไม่เคยบรีฟ ย้ำว่าไม่เคยแม้กระทั่งบรีฟหรือจ้างใครทำคลิปดิสเครดิตใคร และไม่เคยให้ข้อมูลสินค้าเทียบกับแบรนด์ใดๆค่ะ ในโซเชียลลูกค้าทำคลิป คนทำคลิปรีวิว ไม่ว่าจะชอบไม่ชอบสินค้า เทียบกับใครว่าอะไรดีกว่า ถ้าเราเห็นจะพิมพ์เมนท์ ขอบคุณมากๆนะคะ และ รีโพส จะชอบสินค้าหรือไม่ชอบ รีวิวเทียบหลายเจ้าถ้าเห็นคลิปก็เมนท์ เข้าใจว่าเป็นคลิปเปรียบเทียบที่ทางคุณไม่โอเคมากๆ เราก็ยินดีลบคอมเมนท์ไป คลิปต้นทางที่เช็คล่าสุดก็น่าจะลบไปแล้ว ลองทักไปคุยกับเค้าดูได้ถ้าอยากพูดคุย ส่วนเรื่องคอมเมนท์เราเองจะระวังมากขึ้นในการคอมเมนท์ใต้คลิปใดๆจากนี้ ขออภัยมา ณ ที่นี้ที่ทำให้ไม่สบายใจค่ะ
คือจากที่อยู่ในโลกโซเชียลมา อะไรที่เป็นสิทธิ์ของผู้บริโภคเราก็ให้เค้าทำไป แต่อะไรที่เกินเส้นกฏหมายก็ใช้กฏหมายช่วย ต่อให้บางคลิปเห็นแล้วเราสะเทือนใจ หรือแรงมาก และรู้ว่ามีเจตนาเชิงลบ เราก็มองข้ามไป ยกเว้นถ้ามีการนำเสนอให้เข้าใจผิดก็อธิบาย
สุดท้ายมองว่าวัดกันที่สินค้า อันไหนคนใช้แล้วชอบเดี๋ยวคุณภาพสินค้าจะตีความคอนเทนท์นั้นๆเองว่ารีวิวนั้นถูกต้องตามจริงมั้ย คนดูน่าจะเป็นคนตัดสินได้ดีที่สุด ในมุมแบรนด์มองว่า สำคัญมากอีกอย่างคือไม่ใช้เงินจ้างให้คนทำรีวิวโดยบรีฟให้พูดถึงผลลัพธ์สินค้าที่เกินจริงกว่าที่เค้ารู้สึกเพื่อทำให้คนอยากได้ของ หรือใช้สินค้าจำนวนวันเยอะกว่าที่ใช้จริง และแบรนด์เองไม่ควรว่าจ้างให้เกิดคอนเทนท์โจมตีคู่แข่งในตลาด หรือใช้สื่อเพื่อขยายความโจมตีคู่แข่ง
ปล มีพี่ๆสื่อท่านไหน เพจไหน ที่ระบุชื่ออูนในคอนเทนท์ต้นทาง ขอตอบให้ตามนี้นะคะ ถ้าจะเอาข้อความไปฝากเอาไปให้ครบทั้งหมด ไม่ตัดท่อน แต่งเติม ขอบคุณมากๆค่า🙏🏻
เท่านี้ที่คิด
นอกนั้นก็แยกย้ายกันทำงานค่ะ”
ล่าสุด ทางด้านของ “3 Much Fun” อินฟลูเอนซอร์ และติ๊กต็อกเกอร์ ซึ่งเป็นผู้รีวิวสินค้ารายดังกล่าว ได้ออกมาเคลื่อนไหวชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม TikTok พร้อมลบคลิปต้นเรื่องแล้ว โดยระบุข้อความว่า
1. ทางช่องต้องขออภัยต่อแบรนด์ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบ กรณีดังกล่าวเกิดจากความไม่รอบคอบในการนำเสนอ จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าแบรนด์ไม่มีความจริงใจ ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง
เจตนาของเราคือการนำเสนอในมุมมองของผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของทั้งสองแบรนด์ด้วยตนเองและต้องการเปรียบเทียบในเรื่องปริมาณสารสกัดอย่างไรก็ตาม รูปแบบการสื่อสารของเรายังไม่เหมาะสมและไม่สร้างสรรค์เพียงพอ จนอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ เราขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ทำการลบคลิปดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
2. ขออภัยในกรณีที่มีการโยนสินค้า การกระทำดังกล่าวเกิดจากความไม่ตั้งใจ และเราเข้าใจว่าการกระทำเช่นนั้นไม่เหมาะสม
3.ในอนาคตทางช่องจะเพิ่มความระมัดระวังในการนำเสนอคอนเทนต์ แต่จะยังลงคอนเทนต์ที่จริงใจ และมีประโยชน์ต่อทุกคนต่อไป
เราเข้าใจดีว่าเบื้องหลังของทุกแบรนด์มีทีมงานจำนวนมากที่ทุ่มเทและตั้งใจทำงาน และหากเป็นแบรนด์ของเราเอง ก็คงไม่อยากได้รับการรีวิวใน ลักษณะเช่นนี้ ทางเราขออภัยอีกครั้งและขอขอบคุณทุกการตักเตือน เราจะตั้งใจทำคอนเทนต์ที่น่าดูและมีประโยชน์ต่อไปครับ
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



