สุขภาพและการแพทย์

ออกกำลังกายแล้วปวดเข่า สัญญาณเตือนบอกโรคที่ควรรู้

อาการออกกำลังกายแล้วปวดเข่า เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายคนต้องหยุดชะงักกิจกรรมที่รัก ไม่ว่าคุณจะเป็นสายวิ่งมาราธอนหรือสายเวทเทรนนิ่ง อาการปวดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าปกติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยจากร่างกายที่บอกว่าโครงสร้างภายในเข่ากำลังมีปัญหา การเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดอาจนำไปสู่โรคข้อต่อเรื้อรังที่รักษาได้ยากในอนาคต

ออกกำลังกายแล้วปวดเข่าเกิดจากอะไร

สาเหตุออกกำลังกายแล้วปวดเข่า

นอกเหนือจากอุบัติเหตุเฉียบพลัน สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้คุณออกกำลังกายแล้วปวดเข่า มักมาจากปัจจัยสะสมที่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อรอบข้อต่อ ดังนี้

  • การใช้งานหนักเกินกำลัง (Overuse): การหักโหมเพิ่มระยะทางหรือความเร็วเร็วเกินไป โดยเฉพาะกลุ่มที่ วิ่งแล้วปวดเข่า มักเกิดจากกล้ามเนื้อและเอ็นยังปรับตัวไม่ทัน
  • ขาดการวอร์มอัปและยืดเหยียด: กล้ามเนื้อที่ตึงตัวก่อนเริ่มกิจกรรมจะเพิ่มแรงกระชากต่อข้อต่อ ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย
  • ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง: การวางเท้าหรือการถ่ายน้ำหนักที่ผิดสุขลักษณะขณะออกกำลังกาย
  • สภาพร่างกายที่ไม่พร้อม: เช่น ภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือความไม่แข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางและกล้ามเนื้อต้นขา

ในมุมมองของ KLOSS Wellness Clinic ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อและกระดูก มองว่าอาการปวดเข่าจากการออกกำลังกายส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมสะสม ทั้งการหักโหมใช้งานหนักเกินกำลัง (Overuse) โดยเฉพาะในกลุ่มนักวิ่งที่เพิ่มระยะเร็วเกินไป การละเลยการวอร์มอัป รวมถึงปัญหาทางสรีระอย่างกล้ามเนื้อต้นขาไม่แข็งแรงหรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน ทางคลินิกจึงมุ่งเน้นการปรับสมดุลโครงสร้างและฟื้นฟูเนื้อเยื่อระดับเซลล์ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและช่วยให้ร่างกายกลับมาพร้อมสำหรับการออกกำลังกายได้อย่างยั่งยืน

ออกกำลังกายแล้วปวดเข่า สัญญาณเตือนที่บอกโรคอะไรบ้าง

ออกกำลังกายแล้วปวดเข่าเป็นโรคอะไร

หากความเจ็บปวดไม่ได้หายไปหลังการพักผ่อน อาการออกกำลังกายแล้วปวดเข่า อาจกำลังชี้เป้าไปที่ความผิดปกติของโครงสร้างภายใน ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงโรคสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข้อและกระดูกได้หลายประการ ดังนี้

1. โรคข้อเข่าเสื่อม

ภาวะนี้เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อนจนกระดูกเริ่มเสียดสีกันเอง หากคุณมีอาการออกกำลังกายแล้วปวดเข่า ร่วมกับความรู้สึกฝืดตึงหลังตื่นนอน หรือมีเสียงกึกกักในข้อขณะเคลื่อนไหว นั่นคือสัญญาณของ เข่าเสื่อม ที่มักพบในผู้สูงอายุหรือนักกีฬาที่ใช้งานเข่าหนักสะสมมานาน การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยชะลอความเสื่อมและเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่ได้

2. โรคกระดูกอ่อนเข่าอักเสบ (Patellofemoral Pain Syndrome – PFPS)

โรคนี้พบมากในผู้หญิงที่ออกกำลังกายแล้วปวดเข่า โดยจะรู้สึกเจ็บแปล๊บบริเวณหน้าลูกสะบ้า เกิดจากกระดูกสะบ้าเสียดสีกับกระดูกต้นขาผิดจังหวะ สังเกตได้จากอาการปวดเมื่อต้องขึ้น-ลงบันได หรือนั่งพับเข่านาน ๆ แล้วลุกขึ้นลำบาก หากปล่อยไว้อาจทำให้ผิวสัมผัสกระดูกอ่อนเสียหายถาวรและส่งผลต่อการเดินในอนาคต

3. โรคเอ็นเข่าอักเสบ

สำหรับนักกีฬาที่ต้องกระโดดหรือวิ่งเปลี่ยนทิศทางบ่อย ๆ อาการออกกำลังกายแล้วปวดเข่า มักมีสาเหตุมาจากเอ็นที่ยึดระหว่างกระดูกและกล้ามเนื้ออักเสบ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บใต้ลูกสะบ้าหรือข้อพับเข่าด้านหลัง มีอาการบวมแดงหรือรอยช้ำร่วมด้วย ซึ่งต้องอาศัยการพักผ่อนและการกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธีเพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อเอ็นให้กลับมาเหนียวแน่นดังเดิม

4. โรค ITB syndrome (Iliotibial Band Syndrome)

อาการนี้เป็นฝันร้ายของเหล่านักวิ่ง โดยมักจะวิ่งแล้วปวดเข่าบริเวณด้านนอกอย่างรุนแรง เนื่องจากเส้นเอ็นข้างเข่าส่วนปลายเสียดสีกับปุ่มกระดูกข้างเข่าซ้ำ ๆ จนอักเสบ ความเจ็บปวดอาจลามไปถึงต้นขาและสะโพก ทำให้ไม่สามารถวิ่งต่อเนื่องได้นาน การรักษาต้องเน้นไปที่การคลายกล้ามเนื้อด้านข้างขาและปรับท่าวิ่งให้สมดุลมากขึ้น

5. โรคเข่าปูด (Osgood-Schlatter Disease)

หากคุณสังเกตพบปุ่มกระดูกใต้ลูกสะบ้าปูดนูนและมีอาการออกกำลังกายแล้วปวดเข่า เวลาคุกเข่าหรือกระโดด นั่นอาจเป็นโรคเข่าปูดที่เกิดจากแรงดึงของเส้นเอ็นกระดูกสะบ้ากระทำต่อกระดูกหน้าแข้งมากเกินไปจนเกิดการอักเสบและกระดูกหนาตัวขึ้น มักพบในวัยรุ่นที่เล่นกีฬาที่มีการกระแทกสูง เช่น ฟุตบอลหรือบาสเกตบอล

สรุปบทความ

สรุปแล้วอาการออกกำลังกายแล้วปวดเข่า คือสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ หากคุณมีอาการปวดเข่าเรื้อรัง ไม่อยากผ่าตัด มีข้อเสื่อมจากอายุ หรือใช้งานหนัก ลุกนั่งลำบาก บวม ลงน้ำหนักไม่ได้ ให้มาใช้บริการที่ KLOSS Wellness Clinic คลินิกที่เชี่ยวชาญด้านการรักษาข้อและกระดูกด้วยนวัตกรรมฟื้นฟูระดับเซลล์โดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อให้คุณกลับมาทำกิจกรรมที่รักได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง



ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Thaiger

The Thaiger นำเสนอข่าวสารล่าสุดและอัปเดตจากทั่วประเทศไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button