ปริศนาคดีโหด วาเลนไทน์สีเลือด 1929 สังหารหมู่ 7 ศพ กลางชิคาโก ยังหาตัวคนลั่นไกไม่ได้

ย้อนรอยคดีโหด แผนลวงสังหาร 7 ศพย่าน North Clark Street กลางชิคาโก สหรัฐอเมริกา ปี 1929 เมื่อกลุ่มมือปืนปลอมเป็นตำรวจบุกกราดยิงคู่อริของ อัล คาโปน คดีประวัติศาสตร์ยุคเหล้าเถื่อนที่เปลี่ยนหน้าการสืบสวนอาชญากรรมไปตลอดกาล
เช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1929 ในขณะที่ผู้คนในเมืองชิคาโกกำลังเตรียมฉลองวันแห่งความรัก แต่ที่โรงรถเลขที่ 2122 ถนน North Clark Street กลับเกิดเหตุการณ์นองเลือดที่โลกต้องจารึกในชื่อ “The St. Valentine’s Day Massacre” เหตุการณ์นี้ไม่ใช่คดีชู้สาว แต่เป็นจุดเดือดสูงสุดของสงครามแก๊งมาเฟียในช่วงประกาศใช้กฎหมายห้ามจำหน่ายสุรา (Prohibition)
แผนลวงปลอมเป็นตำรวจ กราดยิง 7 ศพคาโรงรถ
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10:30 น. ชาย 4 คน (บางกระแสระบุว่า 5 คน) ขับรถคาดิลแลคที่ดูเหมือนรถตำรวจมาจอดหน้าโรงรถของบริษัท S-M-C Cartage Company ซึ่งเป็นฐานบัญชาการของแก๊งฝั่งเหนือ (North Side Gang)
- มือปืน 2 คนสวมเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ อีก 2 คนสวมชุดนอกเครื่องแบบ
- คนในโรงรถนึกว่าเป็นการบุกตรวจค้นตามปกติของเจ้าหน้าที่ จึงยอมยืนหันหน้าเข้ากำแพงตามคำสั่ง
- กลุ่มมือปืนใช้ปืนกลทอมป์สัน (Thompson submachine guns) และปืนลูกซองรัวยิงเหยื่อจากด้านหลังจนเสียชีวิตคาที่ 6 ราย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมาอีก 1 ราย
รายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 7 ราย
เหยื่อทั้ง 7 รายในโศกนาฏกรรมครั้งนี้มีบทบาทความเกี่ยวข้องกับแก๊งฝั่งเหนือแตกต่างกันไป โดยมีกลุ่มคนสนิทของ “บักส์ มอแรน” เป็นเป้าหมายหลัก ได้แก่ สองพี่น้องตระกูลกูเซนเบิร์ก ทั้งปีเตอร์และแฟรงก์ที่ทำหน้าที่เป็นนักฆ่าและมือขวาคนสำคัญ ซึ่งแฟรงก์เป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา
นอกจากกลุ่มมือฉมังแล้วยังมี อดัม เฮเยอร์ ผู้ดูแลบัญชีและเป็นผู้เช่าโรงรถจุดเกิดเหตุ เจมส์ คลาร์ก พี่เขยของผู้นำแก๊ง และอัลเบิร์ต ไวน์แชงก์ ผู้ดูแลธุรกิจทำความสะอาดที่ใช้บังหน้ากิจกรรมผิดกฎหมาย
ขณะที่เหยื่ออีกสองรายถือเป็นบุคคลนอกแก๊งที่เคราะห์ร้ายอย่างยิ่ง ได้แก่ จอห์น เมย์ ช่างซ่อมรถที่มารับจ้างทำงานประจำวัน และดร. ไรน์ฮาร์ด ชวิมเมอร์ จักษุแพทย์ที่เป็นเพียงแฟนคลับและชอบใช้เวลาคลุกคลีกับกลุ่มมาเฟียเท่านั้น ทั้งหมดจบชีวิตลงอย่างโหดเหี้ยมภายใต้แผนลวงสังหารในเช้าวันแห่งความรักปีนั้น
สาเหตุ ศึกชิงตลาดเหล้าเถื่อน
ชนวนเหตุสำคัญคือการแย่งชิงเขตอิทธิพลการค้าเหล้าเถื่อนระหว่าง อัล คาโปน (Al Capone) ผู้นำแก๊ง Chicago Outfit กับ จอร์จ “บักส์” มอแรน (George “Bugs” Moran) ผู้นำแก๊งฝั่งเหนือ
คดีนี้เป็นคดีแรก ๆ ที่มีการใช้ นิติวิทยาศาสตร์ด้านวิถีกระสุน (Ballistics) อย่างเต็มรูปแบบ โดยดร. แคลวิน ก็อดดาร์ด (Dr. Calvin Goddard) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืน ตรวจสอบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุและยืนยันว่าปืนที่ใช้คือปืนกลทอมป์สัน ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่พบอาวุธดังกล่าวที่บ้านของ เฟรด “คิลเลอร์” เบิร์ค (Fred “Killer” Burke) หนึ่งในสมุนของคาโปน
จุดสิ้นสุดอำนาจมืด
แม้รัฐบาลจะเอาผิด อัล คาโปน ในข้อหาสังหารหมู่ไม่ได้ เพราะเขามีหลักฐานที่อยู่ว่าพักผ่อนอยู่ที่ฟลอริดาในช่วงเกิดเหตุ แต่คดีนี้ทำให้กระแสสังคมกดดันรัฐบาลอย่างหนัก
ประชาชนเลิกมองมาเฟียเป็นฮีโร่ผู้หาเหล้ามาให้ดื่ม แต่กลับมองว่าเป็นสัตว์ร้ายที่อันตราย ส่งผลให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เร่งกระบวนการกวาดล้างอาชญากรรม และมุ่งเป้าไปที่การจับกุมคาโปนในข้อหาเลี่ยงภาษีในเวลาต่อมา ดีนี้ทำให้ อัล คาโปน ถูกขนานนามว่าเป็น “ศัตรูหมายเลข 1 ของประชาชน” (Public Enemy No. 1)
แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 100 ปี แต่คำถามที่ว่า “ใครคือผู้สั่งการและใครคือคนลั่นไกที่แท้จริง” ยังคงเป็นปริศนาที่เล่าขานกันทุกวันวาเลนไทน์ครับ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เปิดแฟ้มคดี หมอโหด พบประวัติขู่ฆ่า-ขืนใจอดีตภรรยา ก่อนจบที่โศกนาฏกรรม
- แฉความโหดรัฐบาลอิหร่าน ย่ำยีทางเพศผู้ประท้วง แม้แต่เด็ก 16 ยังไม่เว้น
- ช็อกเยอรมนี หมอฆ่าคนไข้ 15 ศพ ฉีดยาให้ตาย เผาอำพราง ตร.หวั่นเหยื่อเพิ่ม
ข้อมูลจาก : Wikipedia
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



