
หากพูดถึงกลยุทธ์การลงทุน ที่เติบโตได้ไว หลายคนอาจนึกถึง “หุ้น” เป็นหลัก เพราะเป็นสินทรัพย์ที่อยู่คู่กับระบบการเงินโลกมานานหลายสิบปี ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนรุ่นแล้วรุ่นเล่า แต่ในทศวรรษที่ผ่านมา “คริปโตเคอร์เรนซี” ก็พุ่งขึ้นมาเป็นประเภทสินทรัพย์ที่ผู้คนทั่วโลกจับตามองอย่างจริงจัง ตั้งแต่ผู้ที่สนใจเทคโนโลยีใหม่จนถึงนักลงทุนสถาบัน เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เติบโตกว่าหุ้นด้วยซ้ำ
ปี 2565–2567 เราเห็นตลาดทั้ง 2 รูปแบบนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ทั้งการแกว่งตัวรุนแรงของราคา กฎระเบียบจากรัฐบาลที่ออกมาควบคุม ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง กระแสการยอมรับหรือถกเถียงในวงกว้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็น “หุ้น” หรือ “คริปโต” ก็ล้วนเป็นคลื่นของวัฏจักรตลาดทั้งสิ้น
ในการก้าวเข้าสู่ปี 2569 นักเทรดทั้งมือใหม่ หรือมีประสบการณ์ต่างตั้งคำถามเหมือนกันว่า แล้วเราจะบริหารพอร์ตอย่างไรให้เหมาะกับสภาพตลาดที่ไม่แน่นอนในอนาคต?
กลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ การรวมหุ้นกับคริปโตเข้าด้วยกันในกลยุทธ์การลงทุน โดยมองทั้ง 2 เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนแบบองค์รวม เพื่อจัดการความเสี่ยงในวัฏจักรตลาดต่าง ๆ แล้วทำให้แผนของเรายืดหยุ่น พร้อมรับมือความผันผวน ในปี 2569 อย่างยั่งยืน
ทำความเข้าใจหุ้น VS คริปโต ความต่างที่เติมเต็มกันได้
หุ้นหรือคริปโตต่างก็เป็นวิธีหนึ่งในการทำให้เงินทำงานแทนเรา แต่ทั้งสินทรัพย์ 2 ชนิดนี้มีธรรมชาติ วิธีสร้างรายได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้นหากเราเข้าใจพื้นฐานอย่างถูกต้อง จะสามารถจัดพอร์ตให้เหมาะกับเป้าหมายของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หุ้น ลงทุนในธุรกิจที่จับต้องได้

หุ้น (Stocks) คือ “หลักทรัพย์” ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัท
เมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ก็หมายความว่าคุณมีสัดส่วนการเป็นเจ้าของกับกิจการนั้น
วิธีสร้างรายได้จากหุ้น
- เงินปันผล
บางบริษัทที่มีผลประกอบการดี จะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเป็นประจำ (เช่น ไตรมาส ปี ฯลฯ) เงินปันผลคือส่วนแบ่งกำไรที่บริษัทแจกจ่ายให้ผู้ถือหุ้น ส่วนมากจะเป็นเงินสด
- กำไรจากส่วนต่างราคา
ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคา 20 บาท แล้วขายเมื่อราคาหุ้นขึ้นไป 30 บาท คุณก็จะได้รับส่วนต่างกำไร 10 บาทต่อหุ้น
ตัวอย่าง เช่น ซื้อหุ้น ABC ที่ราคา 50 บาท ราคาขึ้นเป็น 70 บาท คุณเก็บหุ้นนี้ไว้ แล้วขายออก คุณก็ได้กำไร 20 บาทต่อหุ้น
จุดเด่นของการลงทุนในหุ้น
มีพื้นฐานจากผลประกอบการจริงของบริษัท สามารถรับเงินปันผลได้เป็นรายงวด มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน และมีข้อมูลรายงานผลประกอบการให้วิเคราะห์เหมาะกับนักลงทุนระยะกลาง–ยาว
สิ่งที่ควรระวังในการลงทุนหุ้น
ราคาหุ้นอาจผันผวนตามสภาพเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัท ต้องดูงบการเงินให้เป็น เพราะบางครั้งราคาหุ้นอาจสูงเกินมูลค่าพื้นฐาน หากลงทุนในหุ้นรายตัวมาก ๆ อาจเสี่ยงต่อเหตุการณ์เฉพาะตัวของบริษัท
คริปโต สินทรัพย์ดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

คริปโตเคอร์เรนซี สินทรัพย์ดิจิทัล ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการยืนยันธุรกรรม
ตัวอย่างเช่น BTC (Bitcoin), ETH (Ethereum) หรือเหรียญอื่น ๆ คริปโตไม่ใช่หุ้น แต่เหมือนเงินดิจิทัล หรือโทเคนที่มีกรณีใช้งาน ขึ้นอยู่กับแต่ละโปรเจกต์
วิธีสร้างรายได้จากคริปโต
- Capital Gain จากส่วนต่างราคา
เช่นเดียวกับหุ้น ถ้าคุณซื้อ BTC ในราคา 600,000 บาท แล้วขายที่ 800,000 บาท คุณก็ได้รับส่วนต่างกำไร 200,000 บาท
- Staking / Yield / การให้สินทรัพย์ทำงาน
บางเหรียญมีระบบให้คุณล็อกเหรียญไว้ แลกกับผลตอบแทนจากเครือข่าย เช่น ETH มีระบบ staking ที่ช่วยรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายและคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือ
- การใช้งานในระบบ DeFi (Decentralized Finance)
จุดเด่นของการลงทุนคริปโต
โอกาสสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ มีสภาพคล่องสูงในสินทรัพย์บางประเภท เช่น BTC, ETH อยู่ในระบบที่ไม่ขึ้นกับธนาคารกลางหรือสถาบันการเงินแบบเดิม เหมาะสำหรับคนที่ยอมรับความผันผวนและมองโอกาสในระยะกลาง–ยาว
สิ่งที่ควรระวังสำหรับคริปโต
ราคาผันผวนสูงมาก ในบางครั้งราคาอาจขึ้นแรง แล้วปรับฐานแรงภายในเวลาสั้น เหมาะกับคนที่เข้าใจความเสี่ยง
โปรเจกต์บางตัวไม่มีพื้นฐานธุรกิจ จับต้องได้ ต้องศึกษาให้ดีว่าเหรียญนั้นทำอะไร มี use case จริงไหม กฎหมายและกฎระเบียบยังไม่ชัดในหลายประเทศ อาจมีความไม่แน่นอนเรื่องภาษี การคุ้มครองผู้ลงทุน หรือการจดทะเบียน
ทำไมต้องลงทุนทั้งหุ้นกับคริปโตร่วมกัน?
หากมองจากมุมวัฏจักรของตลาด จะพบว่าทั้งหุ้นและคริปโตมีการเคลื่อนไหวตามรอบของระบบเศรษฐกิจ แต่ในแต่ละช่วงของรอบนั้น ทั้งสองสามารถตอบสนองได้ต่างกัน
1. กระจายความเสี่ยงในพอร์ต
การใส่สินทรัพย์หลายประเภทช่วยลดความเสี่ยงรวมของพอร์ต
- หุ้นอาจปรับตัวตามแนวโน้มเศรษฐกิจ
- คริปโตอาจมีแรงกระเพื่อมจากการยอมรับทางเทคโนโลยี ข่าวเชิงบวก หรือกิจกรรมในอุตสาหกรรมดิจิทัล
เมื่อใช้สองประเภทนี้ร่วมกัน ความเสี่ยงระยะสั้นของสินทรัพย์หนึ่งอาจถูกชดเชยด้วยอีกสินทรัพย์หนึ่ง
2. ใช้ประโยชน์จากจังหวะในรอบตลาด
ในบางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัว หุ้นอาจเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ในขณะที่คริปโตอาจยังได้รับแรงหนุนจากฟันเฟืองเทคโนโลยี และในทางกลับกัน หากคริปโตผันผวนมาก หุ้นอาจเป็นที่หลบภัยชั่วคราวสำหรับนักลงทุน การผสมสินทรัพย์เหล่านี้หมายถึงยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเผชิญวัฏจักรตลาดที่แตกต่างกัน
3. เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม
คริปโตคือหนึ่งในนวัตกรรมทางการเงินที่เติบโตเร็วในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนที่เปิดรับทั้งสองขั้วนี้จะได้ประโยชน์จาก “การพัฒนาเทคโนโลยี” โดยไม่ปิดกั้นตัวเองไว้แค่สินทรัพย์แบบดั้งเดิม
วัฏจักรตลาดทั่วไปเป็นยังไง วิธีปรับกลยุทธ์ให้ไปรอด
ตลาดการเงินทั่วโลกมักเคลื่อนไหวเป็นรอบ ซึ่งเราสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลักๆ
หลังจากผ่านช่วงตกต่ำ ถดถอย เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณบวก เช่น GDP เริ่มกลับมาขยายตัว อัตราว่างงานลดลง ธนาคารกลางอาจเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ราคาหุ้นพื้นฐานดีที่ถูกกดดันในช่วงก่อนหน้าเริ่มดีดตัวกลับ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม cyclical เช่น พลังงาน อุตสาหกรรม หรืออสังหาริมทรัพย์
ขณะที่คริปโตตลาดยังอาจซึมต่อเนื่อง แต่บางโทเคนที่มีการพัฒนาโปรเจกต์หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ เริ่มดึงดูดนักลงทุน กลุ่ม Altcoins ขนาดเล็กบางตัวอาจเริ่มมีการเก็งกำไร
กลยุทธ์ที่เหมาะสม ควรเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น โดยเน้นหุ้นคุณค่าและหุ้นพื้นฐานแข็งแรงที่มีศักยภาพสูง สำหรับคริปโต ให้เน้นศึกษาข้อมูลเชิงลึกและทยอยเข้าซื้อแบบทุนเท่าเดิมสม่ำเสมอ เพื่อกระจายความเสี่ยง ที่สำคัญ เตรียมเงินสดสำรองสำหรับโอกาสที่ราคายังผันผวน
2. ช่วงขยายตัว
เศรษฐกิจเติบโตเต็มที่ กำไรบริษัทขยายตัว อัตราดอกเบี้ยยังเอื้อต่อการลงทุน ตลาดมีความเชื่อมั่นสูงและมีเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
หุ้นกลุ่มเติบโต เช่น เทคโนโลยี สุขภาพ หรือบริโภค อาจสร้างผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะหุ้นที่มีนวัตกรรมและมาร์จิ้นสูง
สอดคล้องกับตลาดคริปโตมักฟื้นตัวแรงกว่าหุ้น มีโอกาสเกิด เหรียญทางเลือกดีดตัวสูงกว่าบิทคอยน์ หรือช่วงที่โทเคนทางเลือกหลายตัวปรับตัวขึ้นพร้อมกัน นักลงทุนสถาบันและบริษัทใหญ่เริ่มเข้าสู่ตลาดเพิ่มความน่าเชื่อถือ
นักเทรดควรจัดพอร์ตโดยเน้น “หุ้นเป็นฐานหลัก” เพื่อความมั่นคงในระยะกลางถึงยาว กระจายการลงทุนในคริปโต ให้ความสำคัญกับโทเคนที่มีการใช้งานจริงหรือเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐาน ใช้กลยุทธ์ ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตกให้กลับมาอยู่ในระดับที่ตั้งใจไว้ตอนแรก เพื่อรักษาระดับความเสี่ยง
3. ช่วงจุดสูงสุด
สถานการณ์ตลาด ตัวเลขเศรษฐกิจยังดูดี แต่อาจเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว เช่น อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น นักลงทุนบางส่วนเริ่มขายทำกำไร ช่วงนี้ราคาหุ้นอยู่ในระดับสูง แต่มูลค่าแท้จริงเริ่มไม่สอดคล้องกัน หลายบริษัทอาจเริ่มรายงานกำไรที่เติบโตช้าลง ตลาดมีความคาดหวังสูงเกินจริง
คริปโตเริ่มผันผวนรุนแรงขึ้น มีภาวะ FOMO (กลัวตกรถ) นักลงทุนรายย่อยแห่เข้ามา แต่ราคาคริปโตบางตัวเริ่ม disconnect กับพื้นฐาน
ให้พิจารณาทยอยลดสัดส่วนหุ้นหรือโทเคนที่มีกำไรมากเกินไป ปรับพอร์ตไปยังสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น หุ้นปันผล หรือทองคำ หลีกเลี่ยงการวิ่งตามราคา โดยไม่วิเคราะห์พื้นฐาน และให้ระวังฟองสบู่ในบางกลุ่มคริปโต
4. ช่วงถดถอย
เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวหรือถดถอย กำไรบริษัทลดลง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนชะลอ นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น ราคาหุ้นโดยรวมมักลดลง นักลงทุนมองหาความปลอดภัย หุ้น defensive เช่น พลังงาน-สาธารณูปโภค-เวชภัณฑ์ อาจปรับตัวดีกว่าตลาด
ตลาดคริปโตอาจเข้าสู่ภาวะขาลงชัดเจน ราคาปรับลงแรงโดยเฉพาะเหรียญที่ไม่มีพื้นฐานชัดเจน
นักเทรดต้องลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ผันผวน ถือครองสินทรัพย์ที่มีฐานผู้ใช้จริงหรือเป็นเหรียญหลัดของตลาดคริปโต เก็บเงินสดหรือเทียบเท่าไว้สำหรับการกลับเข้าลงทุนในช่วงฟื้นตัว

ตัวอย่างแนวทางจัดสัดส่วนในปี 2569
สำหรับนักลงทุนที่เน้นความปลอดภัย
- หุ้นใหญ่ที่มีพื้นฐานแน่น: 70–85%
- คริปโตที่มีความนิยมและพื้นฐานดี: 10–20%
- เงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูง: 5–10%
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง
- หุ้น: 55–65%
- คริปโต: 25–35%
- เงินสด: 5–10%
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูง
- หุ้น: 40–55%
- คริปโต: 35–45%
- เงินสด: 5–10%
3 เครื่องมือจัดพอร์ตให้แข็งแกร่ง ไม่หวั่นผันผวน
การลงทุนที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการเลือกสินทรัพย์ที่ดีที่สุด แต่เริ่มจากการจัดพอร์ตให้เหมาะกับความเสี่ยงและเป้าหมายของตัวเอง ต่อให้เจอตลาดผันผวนขนาดไหน พอร์ตก็ยังทรงตัวได้ถ้ามีพื้นฐานแน่นพอ มาดู 3 เครื่องมือหลักที่นักลงทุนสายแกร่งใช้กัน
1. กระจายความเสี่ยงให้เป็น
อย่าเทหมดหน้าตักกับเหรียญเดียว หุ้นตัวเดียว หรือสินทรัพย์ประเภทเดียว เพราะถ้าเกิดพลาด พอร์ตก็อาจพังยับได้ในพริบตา
หลักการกระจายที่แนะนำ
- ข้ามสินทรัพย์: เช่น หุ้น, คริปโต, ทองคำ, ตราสารหนี้, REIT
- ข้ามประเทศ: กระจายพอร์ตไปยังตลาดโลก ลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจประเทศเดียว
- ข้ามประเภทในสินทรัพย์เดียวกัน: เช่น คริปโตควรมีทั้งเหรียญใหญ่ (BTC, ETH), เหรียญ Stablecoin, โปรเจกต์ DeFi และ NFT เพื่อให้สมดุล
ข้อควรระวัง ถ้ากระจายมากเกินไปจนไม่เข้าใจแต่ละตัวจริง ๆ อาจกลายเป็นลงทุนแบบไร้เป้าหมาย หรือที่เรียกว่า “กระจายมั่ว”
2. ปรับสมดุลพอร์ตสม่ำเสมอ
เมื่อเวลาผ่านไป สินทรัพย์บางตัวจะโตไว บางตัวจะร่วง ทำให้สัดส่วนในพอร์ตเพี้ยนไปจากที่ตั้งใจไว้ การ “รีบาลานซ์” คือการปรับพอร์ตให้กลับมาอยู่ในจุดสมดุล
วิธีทำง่าย ๆ ตั้งรอบรีบาลานซ์ เช่น ทุกไตรมาส หรือทุกครึ่งปี ใช้เกณฑ์ ±5-10% จากแผนเดิม เช่น ถ้าตั้งใจถือคริปโต 40% แล้วกลายเป็น 50% → ควรขายบางส่วนกลับมาลงทุนในสินทรัพย์อื่นให้บาลานซ์
ปัจจุบันหลายแอปลงทุนมีระบบ Auto-Rebalance ช่วยทำให้แบบอัตโนมัติ หรือลองใช้ Google Sheets ติดตามพอร์ตเองก็ได้
3. คุมความเสี่ยงแบบมีสติ
ไม่มีใครเทรดถูกทางทุกครั้ง แต่คนที่อยู่รอดได้ คือคนที่รู้จัก “จำกัดความเสี่ยง” ไม่ให้บาดเจ็บเกินฟื้น
เครื่องมือช่วยคุมความเสี่ยง
- Stop-Loss: ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ล่วงหน้า ไม่ปล่อยให้ขาดทุนลึกจนพอร์ตเสียหาย
- Take-Profit: วางแผนขายทำกำไรเมื่อถึงเป้า ไม่โลภจนติดดอย
- DCA (Dollar-Cost Averaging): ทยอยซื้อเป็นงวด ๆ ลดความเสี่ยงจากการเข้าซื้อผิดจังหวะ
- Position Sizing: จำกัดสัดส่วนลงทุนในแต่ละตัว เช่น ไม่เกิน 5% ของพอร์ต
ข่าวร้าย ข่าวลือ หรือความกลัวจากตลาด อาจทำให้เราตัดสินใจผิด ถ้ามีแผนชัด จะไม่หลุดกรอบง่าย ๆ
เทคนิคจัดพอร์ตเหล่านี้อาจดูเรียบง่าย แต่ถ้าทำได้ต่อเนื่อง มีวินัย และไม่ไหลตามอารมณ์ตลาด คุณจะเห็นว่าพอร์ตของคุณ “นิ่งกว่า” คนอื่นแม้ในวันที่ตลาดผันผวนที่สุด
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง สิ่งสำคัญคือการมีกลยุทธ์ เครื่องมือที่ยืดหยุ่น พร้อมปรับตัวต่อทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ FP Markets ในฐานะโบรกเกอร์ระดับโลกที่ได้รับความไว้วางใจมายาวนานกว่า 20 ปี มอบแพลตฟอร์มการลงทุนสุดทันสมัย ทั้งในตลาดหุ้น ฟอเร็กซ์ คริปโต และ CFD ด้วยสเปรดที่แข่งขันได้ การส่งคำสั่งรวดเร็ว มีเครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึก พร้อมคำแนะนำที่แม่นยำในระดับมืออาชีพ มีซัพพอร์ตหลายภาษาตลอด 24 ชั่วโมง ที่นี่คือคลังข้อมูลชั้นดีสำหรับนักเทรดที่ต้องการวางกลยุทธ์ให้แข็งแกร่ง รับมือปี 2026 อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ตลาด.
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





