ข่าว

เลื่อนอีกแล้ว แอป “SSO Plus” ปิดปรับปรุงยาว ผู้ประกันตนรอเก้อ เปิดใหม่ 1 ก.พ.

แอปฯ ประกันสังคม “SSO Plus” ยังใช้งานไม่ได้ เลื่อนเปิดระบบเป็น 1 ก.พ. เวลา 09.00 น. หลังปิดปรับปรุงยาว อ้างเหตุขัดข้องทางเทคนิค

จากรณีที่แอปพลิเคชัน SSO Plus ของสำนักงานประกันสังคม ยังไม่สามารถเข้าใช้งานได้ตามกำหนดการเดิมที่แจ้งไว้ว่าจะเปิดให้บริการในวันนี้ (27 ม.ค.) โดยจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าระบบยังคงปิดปรับปรุงต่อเนื่อง และมีการแจ้งเลื่อนกำหนดการเปิดใช้งานออกไปอีกครั้งจนถึงวันที่ 1 ก.พ. เวลา 9.00 น. สร้างความไม่สะดวกให้กับผู้ที่ต้องการเข้าไปตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ

จากการตรวจสอบแอปพลิเคชัน SSO Plus ยังคงไม่สามารถเข้าใช้งานได้ โดยมีการระบุข้อความไว้ว่า “แจ้งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราว เนื่องจากพบปัญหาขัดข้องทางเทคนิคในการให้บริการ ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม จะเร่งดำเนินการตรวจสอบแก้ไขปัญหาเพื่อให้ระบบกลับมาให้บริการได้โดยเร็วต่อไป สำนักงานประกันสังคมขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้”

หน้าจอแอปพลิเคชัน SSO Plus ขึ้นข้อความปิดปรับปรุงระบบ

ขณะที่ด้าน ประกันสังคมก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก สรุปข้อเท็จจริงและข้อสังเกตต่อวิกฤตระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานประกันสังคมไว้ว่า

ตามที่สำนักงานประกันสังคมประสบปัญหาการใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับสิทธิประโยชน์ว่างงาน และการเข้าถึงบริการผ่านระบบ e-Self Service และแอปพลิเคชัน SSO Plus โดยทางสำนักงานฯ ได้ชี้แจงสาเหตุและแนวทางแก้ไขเบื้องต้น

สถานการณ์ปัญหาปัจจุบันและแนวทางแก้ไขของ สปส.

  • ปัญหาการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน: มีข้อมูลค้างท่อจากการปิดระบบช่วงปีใหม่ โดย สปส. คาดว่าจะดำเนินการนำเข้าข้อมูลแล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
  • ระบบ e-Self Service และ SSO Plus ขัดข้อง: เนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมาก (High Load) เกินกว่าระบบจะรองรับได้ คาดว่าจะแก้ไขเบื้องต้นภายในวันที่ 30 มกราคม 2569
  • แผนสำรองที่สร้างข้อกังวล: หากภายใน 1 สัปดาห์ปัญหายังไม่คลี่คลาย สปส. เสนอ 2 แนวทางคือ (1) จัดซื้อ Oracle Database เพิ่มเติม หรือ (2) Rollback กลับไปใช้ระบบเดิม (SAPIENS) ซึ่งทั้งสองแนวทางสะท้อนถึงความล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ (850 ล้าน)

เหตุผลที่ฝั่งผู้ประกันตนไม่สนับสนุน 2 แผนสำรองข้างต้นเนื่องจากข้อสังเกตที่น่ากังวล:
ย้อนดูบทเรียนในอดีตและสถานการณ์ปัจจุบัน กลับพบข้อสังเกตที่น่ากังวล:

2549: โครงการเช่าคอมพิวเตอร์มูลค่า 2.8 พันล้านบาท จบลงด้วยปัญหาการต่อสัญญา การล็อกระบบ และคดีความที่ยาวนานกว่า 17 ปี จนถึงปัจจุบันเรายังคงต้องใช้งานระบบ SAPIENS เดิมอยู่
ดู post จากคนที่ทำระบบเมื่อปี 2549 ได้ที่ https://www.facebook.com/natthawut.khaoorn/posts/10165885913655348

2565 – ปัจจุบัน: โครงการปฏิรูปไอที (SSO Core) เพื่อเปลี่ยนเป็น Web App เริ่มต้นขึ้นพร้อมความคาดหวัง แต่กลับพบความล่าช้า และข้อสังเกตเรื่องค่าปรับที่ลดลงจากที่ควรจะเป็น (จากตัวเลขประมาณการณ์ 186-383 ล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 78 ล้านบาท) ไม่รวมถึงค่าเสียโอกาสและค่าดูแลรักษาระบบเก่าที่สูงถึงปีละ 265 ล้านบาท

ปัจจุบัน

ผู้ประกันตนได้สอบถามการดำเนินงานของโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีการประชุมอนุกรรมการ IT แต่ไม่เคยได้รับรายละเอียด มีแค่การบอกกว้าง ๆ ถึง ระยะเวลา การตรวจรับเท่านั้น รวมกับการที่งบประมาณโครงการที่ประมูลได้ต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้เพียง 0.11% แถมคู่ประมูลยังประมูลด้วยงบประมาณที่ต่างกันเพียงหลักแสนบาทจากโครงการมูลค่า 850 ล้านบาท ทำให้ทางเราสงสัยว่าอาจจะมีการฮั่วประมูล

ในการประชุมอนุกรรมการได้มีการประชุมพิจารณา MA ระบบ SAPIENS ถึง 6 ครั้ง ซึ่งมีมูลค่ารวม 265 ล้านบาท จากการที่อนุกรรมการฝั่งผปตไม่เห็นด้วย ในการประชุมครั้งที่ 5 ทางประกันสังคมได้พิจารณาปรับค่า MA เหลือ 50 ล้านบาท เหตุผลหลักในการขอ MA นั้น เนื่องจากทางสปสแจ้งความจำเป็นต้องทำ “Parallel Run” (เปิดระบบเดิมควบคู่ระบบใหม่) เพื่อแลกกับการบริหารความเสี่ยงเรื่องข้อมูล

ความเสี่ยงหลักที่ทาง สปส แจ้งคือข้อมูลในระบบที่อาจจะมีโอกาส migrate ผิดพลาด และ roll back plan ซึ่งทางกรรมการไม่คิดว่าเหตุผลเพียงพอเมื่อเทียบกับงบประมาณ โดยสามารถนำงบประมาณปัจจุบัน ไปเน้นปรับปรุงระบบใหม่ นอกจากนั้น MA โครงการ mainframe ของประกันสังคมยังเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ทางเราจึงได้คัดค้าน MA โครงการ mainframe นี้

ทางคณะเรา จึงขอตั้งคำถามสำคัญไปยังผู้เกี่ยวข้อง

  • ความพร้อมของระบบหลังการตรวจรับ: เหตุใดระบบที่ผ่านการตรวจรับงานแล้ว จึงไม่สามารถรองรับการใช้งานจริงได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดใช้งาน จนต้องพิจารณาจัดซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมหรือถอยกลับไปใช้ระบบเดิม?
  • ความคุ้มค่าและผู้รับผิดชอบ: หากระบบใหม่ “เสร็จสมบูรณ์” ตามสัญญา ค่าใช้จ่ายในการเพิ่ม Database หรือการบริหารความเสี่ยงควรเป็นความรับผิดชอบของคู่สัญญาหรือไม่ เหตุใดจึงต้องใช้เงินสมทบของผู้ประกันตนไปแก้ไขความผิดพลาดของระบบที่เพิ่งตรวจรับ?
  • พิรุธในการจัดซื้อจัดจ้าง: ราคาประมูลโครงการต่ำกว่าราคากลางเพียง 0.11% และคู่เทียบเสนอราคาห่างกันเพียงหลักแสนบาทในโครงการหลักร้อยล้าน เป็นความบังเอิญหรือมีพฤติการณ์ส่อไปในทางกีดกันการแข่งขัน (ฮั้วประมูล) หรือไม่?
  • การปิดกั้นการตรวจสอบ: เมื่อมีข้อเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระจากภายนอกเข้าร่วมสังเกตการณ์ใน War Room เพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างโปร่งใส กลับมีการจำกัดขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ
  • ค่าปรับโครงการถูกปรับลดจากประมาณ 186–383 ล้านบาท เหลือราว 78 ล้านบาท ขณะที่ยังต้องจ่ายค่าดูแลระบบเก่าปีละ 265 ล้านบาท ใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนที่เกิดจากความล่าช้าและความไม่พร้อมนี้

ข้อเรียกร้องและจุดยืนของผู้ประกันตน

“เงินสมทบทุกบาทคือหยาดเหงื่อของผู้ประกันตน” เราขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกระบวนการตรวจรับงานโครงการ SSO Core 850 ล้าน อย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำว่าการบริหารจัดการเทคโนโลยีต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ (Accountability) ไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการจ่ายเงินซ้ำซ้อนอย่างไม่สิ้นสุด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Suriyen J.

นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button