ข่าวการเมือง

“จุลพันธ์” แจงนโยบาย “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คน” ชี้ รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นอัตโนมัติ

จุลพันธ์ แจงยิบ นโยบาย สร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ไม่ใช่การแจกเงิน แต่คือการลงทุน Big Data ดึงเศรษฐกิจใต้ดิน 9 ล้านล้านขึ้นบนดิน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว เปิดเผยโพสต์ของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาอธิบายเบื้องลึกของนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” เพื่อโต้ข้อครหาว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่สิ้นเปลืองงบประมาณ โดยมีสาระสำคัญ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

“วันที่ 24 ม.ค.69 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ นี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ของประเทศในระยะยาว

มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายนี้เป็นการ “ใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง” แต่ในความเป็นจริง นี่คือกลยุทธ์การเพิ่มรายได้รัฐ อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็ขยายตัวทันที รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

นโยบายนี้เน้นการลงทุน Big Data เพื่อดึงเศรษฐกิจใต้ดิน 9 ล้านล้านบาทขึ้นสู่ระบบ
FB/จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ดังนั้น นี่ไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือ การลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย

โมเดลนี้ไม่ใช่ความคิดลอย ๆ แต่มี Case study ระดับโลก และเป็นแนวทางที่ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ในหลายประเทศ เช่น บราซิล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8–9% หรือ ไต้หวัน โมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูง เพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20%

กรณีเหล่านี้ยืนยันชัดว่า การใช้ แรงจูงใจ (Incentive) ให้ประชาชนร่วมมือให้ผลดีกว่าการบังคับหรือการลงโทษ

การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลจะช่วยให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น
FB/จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

มาดูตัวเลข ROI (ความคุ้มค่าของการลงทุน) แบบคณิตศาสตร์ง่ายๆกันบ้าง ปัจจุบัน ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ ประมาณ 20% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียง ประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน

กล่าวอีกแบบคือ “ลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน” และเปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ งบลงทุนภาครัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1–2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5–25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาล

จุลพันธ์ ชี้แจงว่าการลงทุนนี้ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชน
FB/จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ “Big Data” สิ่งที่รัฐจะได้ ไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คือ ข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น

  • ข้อมูลระดับจุลภาค (Micro data): ตลาดใดขายอะไร เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวอย่างไร
  • รู้ทันทีว่าสินค้าแพงตรงไหน พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
  • นำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายและสวัสดิการได้ตรงจุด จากเดิมที่ต้อง “คาดเดา” หรือ “หว่านแห” จะเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง
การใช้แรงจูงใจให้ประชาชนเข้าร่วมระบบเศรษฐกิจจะช่วยเพิ่มฐานภาษีใหม่
FB/จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และ สร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (วันละ 9 รางวัล) เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง

ผลลัพธ์คือ

  • ประชาชนได้ลุ้นรางวัล
  • รัฐได้ฐานภาษีใหม่
  • ประเทศได้ Big Data เพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์ Win–Win ทุกฝ่าย
โมเดลจากต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการเพิ่มรายได้ภาษี
FB/จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

เลิกปั่นวาทกรรม “ล็อกผล” แบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ (Auditable)

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่ “หว่านแห” และรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ การมี Big Data ผ่านนโยบายนี้ จะช่วยให้การใช้งบสวัสดิการในอนาคต ตรงเป้า โปร่งใส และคุ้มค่าภาษีประชาชนมากกว่าเดิม

การมี Big Data จะช่วยให้การบริหารจัดการงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น
FB/จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

เพราะ นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ

เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้

สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องวินัยการคลัง คำตอบอยู่ที่คำเดียวคือ “ผลตอบแทนจากการลงทุน” ซึ่งตัวเลขได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว

ผลิตสื่อโดย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้”

นโยบายนี้เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนทั้งในด้านรายได้และข้อมูล
FB/จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

นายจุลพันธ์ อธิบายว่า นโยบายนี้คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ทั้งเรื่องรายได้รัฐและการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งผลตอบแทนที่ได้จะคุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไปอย่างแน่นอน

จุลพันธ์ ยืนยันว่าผลตอบแทนจากการลงทุนจะคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไป
ข้อมูลจาก : FB/จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว

ข้อมูลจาก : FB/จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Thosapol

นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button