
เจาะปมเงินสด 1.6 แสนล้านสะพัดสูงสุดในประวัติศาสตร์ ชัยวัฒน์จับพิรุธทุนเทาซื้อเสียงเลือกตั้ง ธปท.แจงเหตุตื่นบัญชีม้า
ขณะที่ภาครัฐพยายามรณรงค์ให้ประชาชนหันมาทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัลเพื่อก้าวสู่สังคมไร้เงินสด ข้อมูลทางสถิติชุดล่าสุดกลับแสดงความผิดปกติทางธุรกรรมการเงินขนานใหญ่ สวนทางนโยบายอย่างสิ้นเชิง
ปริมาณธนบัตรหมุนเวียนออกจากธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มียอดรวมสูงผิดปกติ เดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว เม็ดเงินถูกเบิกจ่ายออกไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กำลังเข้มข้นก่อนการเลือกตั้งใหญ่
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดข้อมูลนี้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงธนาคาร พบความผิดปกติของการถอนเงินสดจำนวนมหาศาลช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ถอนระดับหลักร้อยล้านบาทเกิดขึ้นหลายครั้ง จนนำไปสู่การตรวจสอบข้อมูลสถิติธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย
ผลการตรวจสอบพบตัวเลขน่าตกใจ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 ธนบัตรไหลออกจากธนาคารแห่งประเทศไทยรวม 160,816 ล้านบาท จุดน่าสงสัยที่สุดคือเดือนกันยายน 2568 เพียงเดือนเดียว มียอดเบิกเงินสดออกไปถึง 127,010 ล้านบาท ถือเป็นยอดการเบิกเงินสดรายเดือนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย
หากมองเพียงตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์อาจเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องฤดูกาล ทว่าเมื่อนำกรอบเวลาดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับปฏิทินเหตุการณ์ทางการเมือง จะพบความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ จนสังคมเกิดคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจกับเงินตรา
ช่วงเวลาที่มีการเบิกจ่ายเงินสดมหาศาลคาบเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ ไล่เรียงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีคลิปเสียง ต่อมาเดือนสิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จุดสูงสุดในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเป็นเดือนที่ยอดเงินพุ่งสูงสุด ตรงกับช่วงเวลาที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำบันทึกข้อตกลงเตรียมยุบสภาภายใน 4 เดือน เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่
นายชัยวัฒน์ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้จะอ้างเรื่องฤดูกาลปลายปีงบประมาณ ข้อมูลย้อนหลังหลายปีกลับชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่ค่าปกติ ธรรมชาติของเงินสดกว่าแสนล้านบาทที่ไหลออกจากระบบช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการยุบสภาเพื่อเตรียมเลือกตั้ง จึงยากที่จะเชื่อว่าเป็นเพียงการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปของประชาชน
นายชัยวัฒน์ส่งสัญญาณเตือนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงสังคมไทย ให้จับตาดูว่าเงินก้อนมหึมานี้ถูกเตรียมไว้เพื่อวัตถุประสงค์ใด หวั่นเกรงว่านี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายของการเตรียมการซื้อเสียงแบบปูพรม หรือการระดมทุนเพื่อสร้างเครือข่ายอำนาจรัฐในการเลือกตั้งที่จะมาถึง
ทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงแหล่งที่มาของเงินว่าอาจเกี่ยวข้องกับทุนสีเทาที่ต้องการฟอกตัวผ่านกระบวนการทางการเมือง จึงเรียกร้องให้ประชาชนตระหนักรู้ ไม่ยอมรับการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพื่อปกป้องโอกาสทางเศรษฐกิจรวมถึงประชาธิปไตยของประเทศ ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้
ธปท. แจงปมเงินทะลัก อ้างผลพวงมาตรการบัญชีม้า
ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาชี้แจงกรณีอย่างเร่งด่วน ปฏิเสธความเชื่อมโยงทางการเมือง แต่ให้เหตุผลว่า ยอดการเบิกถอนเงินสดพุ่งสูงขึ้นในเดือนกันยายน 2568 เกิดจากความตื่นตระหนกของประชาชนต่อมาตรการปราบปรามบัญชีม้าที่เข้มข้นขึ้นช่วงเวลานั้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่า ความกังวลเรื่องการถูกอายัดบัญชีทำให้ประชาชนจำนวนมากตัดสินใจถอนเงินสดออกมาเก็บรักษาเพื่อใช้จ่ายแทนการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ ประกอบกับร้านค้าหลายแห่งเริ่มปฏิเสธการรับโอนเงิน หันมารับชำระด้วยเงินสดมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย
ทว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนสถานการณ์การชำระเงินของประชาชนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนตุลาคม
สำหรับมาตรการรับมือการเลือกตั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันว่าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บริหารจัดการปริมาณเงินสดสำรองให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งคำนวณรวมความต้องการใช้จ่ายช่วงเทศกาลตรุษจีนไว้แล้ว พร้อมกำชับให้ธนาคารพาณิชย์เฝ้าระวัง รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติอย่างเคร่งครัด
บทสรุปของเงินแสนล้านบาทนี้ จะเป็นเพียงความตื่นตระหนกทางเทคนิคตามคำชี้แจง หรือเป็นทุนสำรองสำหรับปฏิบัติการทางการเมืองตามข้อสังเกตของพรรคประชาชน ยังคงเป็นคำถามที่สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบ จับตาดูความเคลื่อนไหวช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



