ผลตรวจออก! เครนทับรถไฟ 31 ศพ สีคิ้ว ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คนมักง่าย

ผลตรวจ เครนรถไฟไทย-จีนถล่มทับขบวนรถ ดับ 31 ศพ สีคิ้ว นครราชสีมา ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือความล้มเหลวของทุกฝ่าย
ย้อนกลับไปเช้าวันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 09.15 น. ฐานเครนก่อสร้างขนาดยักษ์ร่วงหล่นจากความสูงกว่า 10 เมตร ทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 สายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ขณะวิ่งผ่านบริเวณระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว จ.นครราชสีมา มีผู้เสียชีวิต 31 ราย บาดเจ็บ 71 ราย ตู้โดยสารคันที่ 2 ถูกทับจนฉีกขาดและไฟไหม้ คันที่ 3 ตกราง ต้องปิดเส้นทางรถไฟสายอีสานตอนล่างนานถึง 10 วัน
ล่าสุดวันนี้ (26 พ.ค. 69) คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงคมนาคม แถลงผลสอบสวนหลังใช้เวลา 45 วันในการตรวจพื้นที่จริง ทดสอบวัสดุ ตรวจสอบเหล็กด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน และสร้างแบบจำลองทางวิศวกรรมเพื่อไล่เรียงกลไกการพังทลาย คำตอบที่ได้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา
เครนพังได้อย่างไร
เครนที่ว่าคือ Launching Gantry หรือ “สะพานเหล็กยักษ์ที่เดินได้” ทำหน้าที่ยกชิ้นส่วนคอนกรีตหนักหลายร้อยตันไปวางต่อกันทีละช่วงในการก่อสร้างรางรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน
เครนยืนอยู่บนขา 3 จุด มีขั้นตอนบังคับชัดเจนว่า ก่อนจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ต้องดึงขากลางมาชิดขาหน้าก่อนเสมอ เพื่อช่วยกระจายน้ำหนัก
แต่เช้าวันนั้น ผู้ปฏิบัติงานข้ามขั้นตอนนี้ สั่งให้เครนเคลื่อนตัวทันที น้ำหนักกว่า 700 ตันจึงกดลงที่ขาหน้าจุดเดียว เหล็กยึดรับแรงไม่ไหวจึงขาด ฐานเครนพังทลายลงมาพอดีกับที่ขบวนรถไฟวิ่งผ่านอยู่ด้านล่าง
ไม่ใช่ความผิดของช่างคนเดียว
คณะกรรมการฯ ระบุว่านี่คือ ความล้มเหลวเชิงระบบจากทุกฝ่าย โดยมี 3 ฝ่ายหลักที่ต้องรับผิดชอบ
บริษัทก่อสร้างอิตาเลียนไทยฯ (ผู้รับจ้าง) ข้ามขั้นตอนความปลอดภัยเป็นประจำ เพราะเห็นว่าไม่มีความเสี่ยง เริ่มงานตั้งแต่ 08.00 น. โดยไม่มีใบอนุมัติและไม่แจ้งผู้ควบคุม ไม่ขอปิดการเดินรถขณะทำงานเหนือทางรถไฟ ทั้งที่สัญญากำหนดชัดเจนว่าต้องทำ และไม่เปลี่ยนเหล็กยึด PT Bar ตามรอบที่กำหนด ทั้งที่มีหนังสือเตือนมาตั้งแต่ปี 2566
ที่ปรึกษาควบคุมงาน (CSC) ไม่มีวิศวกรประจำหน้างานตามที่สัญญากำหนด ลงพื้นที่จริงเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ลงนามอนุมัติงานล่วงหน้าคราวละหลายวันและย้อนหลังนานสูงสุดถึง 3 สัปดาห์ ไม่เคยตรวจสอบสภาพเครน Launching Gantry แม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเวลาที่ใช้งาน
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มอบหมายให้วิศวกรคนเดียวดูแลถึง 5 สัญญาพร้อมกัน ทำให้สัญญา 3-4 ที่เกิดเหตุได้รับการกำกับดูแลหละหลวมกว่าสัญญาอื่นอย่างเห็นได้ชัด และปล่อยให้ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของ CSC ฝ่ายเดียว
คณะกรรมการฯ สรุปตรงไปตรงมาว่า “ผู้เสียชีวิต 31 คน ไม่ใช่เพราะโชคร้าย แต่เพราะทุกฝ่ายต่างรู้ว่าระบบมีปัญหา แล้วเลือกที่จะปล่อยผ่าน”

พฤติกรรมทั้งหมดที่ตรวจพบถือเป็นการผิดสัญญาจ้างอย่างร้ายแรง อาจนำไปสู่การบอกเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำผู้รับจ้าง และเพิกถอนทะเบียนผู้ประกอบการ โดย รฟท. จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ขณะที่ผลทดสอบวัสดุจากสถาบันกลางยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
คณะกรรมการฯ เสนอมาตรการ 5 ข้อต่อกระทรวงคมนาคม ได้แก่ ห้ามทำงานบนโครงสร้างส่วนบนขณะมีรถไฟวิ่งผ่านด้านล่างโดยเด็ดขาด ยกเลิกระบบอนุมัติงานล่วงหน้าและย้อนหลัง สั่งตรวจเครนทุกชุดในโครงการโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระทันที ติดตั้งเซนเซอร์และ CCTV บนเครนพร้อมระบบหยุดงานอัตโนมัติ และยกระดับมาตรฐานการคัดเลือกผู้รับจ้างโดยให้น้ำหนักด้านความปลอดภัยเทียบเท่าหรือมากกว่าราคา
พนง.รถไฟ เล่านาที เครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว ขณะวิ่งด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. ร่างลอยกระแทกพื้น
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



