งามหน้า! สถานทูตเตือนประชาชน ให้ระมัดระวัง หลังตำรวจกักขังชาวจีน เรียกเงินแสน

สถานเอกอัครราชทูตจีน ออกเตือนประชาชน ให้ระมัดระวัง หลังตำรวจสระแก้วกักขังชาวจีน เรียกเงินแสน แลกปล่อยตัว
จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม 4 ตำรวจในพื้นที่ จ.สระแก้ว ฐานความผิดใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีที่คุมตัว 5 คนจีน ไถเงินคนละ 3 แสนแลกกับการปล่อยตัว ตามที่มีรายงานไปก่อนหน้านี้นั้น
ล่าสุด สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ออกแถลงถึงประเด็นดังกล่าวว่า “ถาม: เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่พลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมีความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร?
ตอบ: สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ติดต่อสอบถามรายละเอียดของคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยในทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายไทยดำเนินการสอบสวนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีโดยเร็ว และนำตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ฝ่ายจีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยจะเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทย รักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและไทย
สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทยอีกครั้ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย และใส่ใจต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็ว”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สถานทูตจีน พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ กรณีพบชาวจีนซุก C4-อาวุธเต็มบ้าน
- เผยอาการ “หมิง เฉินซัน” หนุ่มจีนซุก C4 ออกจาก ICU แล้ว แต่ยังอยู่โรงพยาบาล
- ตำรวจรับเป็นเจ้าภาพ ยกเครื่องจัดมาตรการปลอดภัย ป้องกันเหตุรถไฟชนรถเมล์
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



