เศรษฐกิจ

บัตรชมพูต่างด้าว คืออะไร? ทำไม “คนจีน” มีได้ เงื่อนไข เอกสารอะไรบ้าง

บัตรชมพู ชื่อทางการคือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เป็นบัตรประจำตัวที่ออกให้แก่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราว โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ออกให้ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง เพื่อให้แรงงานต่างชาติมีหลักฐานแสดงตัวตนและยืนยันสถานะการอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย

พูดง่าย ๆ คือเปรียบได้กับ “บัตรประชาชน” ของคนไทย แต่ออกให้เฉพาะแรงงานต่างชาติที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ตัวตนและมีสิทธิ์อยู่ในไทยตามกฎหมาย

ใครต้องมีบัตรชมพู

กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่สามารถทำบัตรชมพูได้ เช่น สัญชาติพม่า กัมพูชา และลาว ครอบคลุมทั้งแรงงานที่มีนายจ้าง แรงงานที่ไม่ได้ทำงาน และผู้ติดตาม ทำได้ทุกกลุ่มทั้งที่มีเอกสารและไม่มีเอกสาร เช่น เอกสารหมดอายุ มีเอกสารครบแต่ใบแจ้งออกหมดอายุ หรือมีวีซ่าทำงานแต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน

บัตรชมพู ต่างจากใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) อย่างไร

หลายคนมักสับสนระหว่างสองเอกสารนี้ จริงๆ แล้วมีหน้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

เอกสาร ออกโดย หน้าที่หลัก
บัตรชมพู กระทรวงมหาดไทย แสดงตัวตน / ยืนยันสิทธิ์อยู่ในไทย
ใบอนุญาตทำงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน อนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยได้

แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติและแปลงสภาพเป็นแรงงานถูกกฎหมายแล้ว จะต้องมีเอกสารครบทั้ง 3 อย่าง ได้แก่ หนังสือเดินทางหรือหนังสือรับรองบุคคลจากประเทศต้นทาง ใบอนุญาตทำงานที่ออกโดยกรมการจัดหางาน และบัตรชมพูที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทย

ใบอนุญาตทำงาน ออกโดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
ใบอนุญาตทำงาน ออกโดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน

เอกสารที่ใช้ทำบัตรชมพู

แรงงานต่างด้าวที่ต้องการยื่นขอทำบัตรชมพูจะต้องเตรียมเอกสาร ดังนี้ หนังสือรับรองจากกรมการจัดหางาน (ขึ้นอยู่กับมติคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด) และเอกสารที่ทางราชการออกให้ เช่น บัตรเดิม หนังสือเดินทาง หรือใบตรวจสุขภาพ

นอกจากนี้ นายจ้างต้องเตรียมสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และหากนายจ้างเป็นบริษัทต้องมีสำเนาหนังสือรับรองบริษัทอายุไม่เกิน 6 เดือนด้วย โดยค่าธรรมเนียมการถ่ายบัตรชมพูอยู่ที่ 80 บาท และแรงงานต่างด้าวต้องมาพร้อมกับคนไทยเสมอ

กระบวนการทำบัตรชมพูตามมติ ครม. ปัจจุบัน

ตามมติ ครม. วันที่ 24 กันยายน 2567 แรงงาน 3 กลุ่มหลักที่ต้องดำเนินการถ่ายบัตรประจำตัวคนต่างด้าวให้แล้วเสร็จ ได้แก่ กลุ่มมติ ครม. 5 ก.ค. 2565 กลุ่มมติ ครม. 5 ก.ค. 2566 และกลุ่มมติ ครม. 3 ต.ค. 2566 โดยมีกำหนดดำเนินการภายในวันที่ 31ก มีนาคม 2569

ขั้นตอนมีดังนี้

  1. ลงทะเบียนขอจองคิวล่วงหน้า ผ่านระบบออนไลน์ของกรมการปกครอง
  2. ยื่นคำขออนุญาตทำงาน ผ่านกรมการจัดหางาน
  3. พาแรงงานตรวจสุขภาพ 6 โรคต้องห้าม และซื้อประกันสุขภาพตามที่กำหนด
  4. จัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) ที่สำนักทะเบียน
  5. ถ่ายบัตรชมพู รับบัตรประจำตัวคนต่างด้าว

บัตรชมพูให้สัญชาติไทยได้ไหม?

มีความเข้าใจผิดแพร่หลายว่าการมีบัตรชมพูจะนำไปสู่การได้รับสัญชาติไทย ซึ่งไม่เป็นความจริง

ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ใช้ “หลักดินแดน” ในการให้สัญชาติ ดังนั้นบุตรของแรงงานข้ามชาติที่ถือบัตรชมพูและเกิดในประเทศไทยจึงไม่ได้รับสัญชาติไทยหรือพัฒนาสิทธิ์เป็นคนไทยได้โดยอัตโนมัติ การได้สัญชาติต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. สัญชาติซึ่งมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ดราม่า หมิงเฉิน ซัน ชายจีน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซุกระเบิด C4 กับบัตรชมพู

หมิงเฉิน ซัน วัย 30 ปี เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อปี 2557 ในฐานะนักท่องเที่ยว ทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือ บัตรสีชมพู ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2565 ต่อมาย้ายเข้าทะเบียนไปอยู่ในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และในปีเดียวกันย้ายถิ่นฐานถาวรมาอาศัยอยู่ที่เขตคลองสามวา กทม. ขอทำบัตรใหม่ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2565

เรื่องมาแดงตรงที่ นายหมิงเฉิน ซัน ขับรถเก๋งประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบตามปกติ แต่กลับพบอาวุธปืนสั้น Glock 26 พร้อมแม็กกาซีนและกระสุนซุกซ่อนอยู่ภายในรถ นำไปสู่การขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพัก

การตรวจค้นพบคลังลับที่เต็มไปด้วยอาวุธปืนสงครามและระเบิด C4 รวมถึงปืน M16 ซึ่งหมิงเฉิน ซัน เป็นเจ้าของทั้งหมด

กรมการปกครองลงพื้นที่ตรวจสอบรายการทางทะเบียนราษฎรของนายหมิงเฉิน ซัน และพบว่าอาจมีการสวมสิทธิ์ชนกลุ่มน้อยในกรณีบัตรสีชมพู กล่าวคือ ชายคนนี้ซึ่งถือพาสปอร์ตจีน อาจแอบอ้างตัวเป็นชนกลุ่มน้อยเพื่อขอทำบัตรชมพูโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ตำรวจค้นบ้านตามที่อยู่บัตรสีชมพูในกรุงเทพฯ โดยอดีตภรรยายืนยันว่า นายหมิงนำที่อยู่บ้านนั้นไปทำบัตรสีชมพูและเปิดบริษัท อาหลง คอนแทรคเตอร์ จำกัด เพื่อใช้ติดต่อธุรกิจต่าง ๆ

ผู้ต้องหาถือพาสปอร์ต 2 สัญชาติ คือจีนและกัมพูชา อยู่ในไทยต่อเนื่องรวมประมาณ 12 ปี มีการเดินทางข้ามไปมาระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นประจำ และยังพบคลิปซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการเข้าร่วมฝึกอาวุธสงครามกับหน่วย BHQ ในกัมพูชา

ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางส่งกองปราบเข้าร่วมคลี่คลายคดี เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและข้อมูลโทรศัพท์ โดยยังไม่ฟันธงว่าเป็นคดีก่อการร้ายหรือไม่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button