ข่าว

มุสลิม อยากย้ายศาสนา ทำได้ไหม เปิดเงื่อนไข สิ้นสภาพตามหลักอิสลาม

ไขข้อสงสัย “มุสลิม” ย้ายศาสนาได้หรือไม่ เปิดเงื่อนไข การสิ้นสภาพตามหลักศาสนาอิสลาม พร้อมเช็กพฤติกรรมต้องห้ามและข้อยกเว้น

หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ถ้าเกิดเป็นมุสลิมแล้วอยากเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น หรือไม่อยากนับถือศาสนาเลย ทำได้หรือไม่ คำตอบในทางศาสนาอิสลามคือ ทำได้ แต่มีชื่อเรียกเฉพาะและมีผลตามมาอย่างชัดเจน โดยในศาสนาอิสลามเรียกการกระทำนี้ว่า “ริดดะฮ์” (ภาษาอาหรับ) หมายถึงการที่มุสลิมละทิ้งหรือปฏิเสธศาสนาอิสลามด้วยความสมัครใจ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางกาย ทางวาจา หรือทางจิตใจ และผู้ที่ตกในสภาวะนี้จะถูกเรียกว่า “มุรตั๊ด” (مرتدّ)

หนทางทำให้สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม

การสิ้นสภาพจากการเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามสามารถเกิดขึ้นได้จาก 3 ทางหลัก ทางแรกคือการแสดงออกทางปฏิบัติหรือการกระทำทางกาย พฤติกรรมที่เข้าข่ายมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ทางกาย (การแสดงออกทางปฏิบัติ)

  1. การกราบรูปปั้น ดวงดาว ดวงอาทิตย์ ฯลฯ โดยถือเป็นสิ่งเคารพสักการะ ตลอดจนการกราบมนุษย์ เช่นบิดามารดา หรือญาติผู้ใหญ
  2. การกระทำอย่างเปิดเผย โดยการแสดงการเย้ยหยันต่ออัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา ต่อศาสนาอิสลาม ต่ออัลกุรอาน ต่อท่านนะบีมุฮัมมัด
  3. ร่วมปฏิบัติพิธีสักการะบูชาของศาสนาอื่น เช่น เข้าร่วมพิธีทางศาสนาในงานบวชนาค ในงานศพ ฯลฯ หรือแต่งกายเป็นภิกษุสามเณร หรือเลียนแบบนักบวชในศาสนาอื่น
  4. ยับยั้งหรือไม่ร่วมมือในการสอนคำกล่าวปฏิญาณตนแก่ผู้ที่ประสงค์จะขอรับนับถือศาสนาอิสลาม
  5. การตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับอัลลอฮ์ พระองค์ทรงตรัสว่า “แท้จริงผู้ใดให้มีภาคีขึ้นแก่อัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก และสำหรับผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใดๆ” (อัลมาอิดะฮ์ 72)
  6. การตั้งผู้หนึ่งผู้ใดเป็นสื่อกลางติดต่อระหว่างเขากับอัลลอฮ์ เพื่อขอไถ่โทษหรือล้างบาป ดังเช่นบางศาสนาถือว่า นักบวชเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการรับชำระบาป
  7. การเห็นดีเห็นงามกับการกระทำหรือพิธีกรรมของมุชริก(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ให้ความร่วมมือในการบ่อนทำลายศาสนาอิสลาม สร้างความยุ่งเหยิงปั่นป่วน กดขี่ข่มเหงมุสลิม
  8. การที่มุสลิมผินหลังให้ศาสนาอิสลาม โดยไม่ทำการศึกษาและไม่ปฏิบัติตามบัญญัติของศาสนาอิสลามโดยเจตนา ฯลฯ อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า “และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด”(อาละอิมรอน 85)

ทางวาจา (การแสดงออกด้วยคำพูด)

  1. การพูดจาดูหมิ่นบทบัญญัติของศาสนา เช่นพูดว่า “ละหมาดแล้วก็ไม่เห็นรวยเลย” ฯลฯ
  2. กล่าวเท็จหรือบิดเบือนบทบัญญัติของศาสนา เช่นพูดว่าไม่ต้องบริจาคซะกาตก็ได้เพราะศาสนาไม่บังคับ หรือกินเหล้าไม่บาป
  3. กล่าวดูหมิ่นอัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา หรือเราะซูล หรือมลาอิกะฮ์ เช่นพูดว่า อัลลอฮ์ไม่มีความยุติธรรมเพราะให้ฉันลำบากทุกวัน หรือพูดจาดูหมิ่นดูแคลนเดชานุภาพของพระองค์
  4. ประนามมุสลิมด้วยกันว่าไม่ใช่มุสลิม
  5. ทำการเย้ยหยันเหยียดหยามอัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา ศาสนาอิสลาม ท่านนะบีมุฮัมมัด ไม่เชื่อการฟื้นคืนชีพในโลกหน้า การตอบแทนผู้ทำความดีและการลงโทษผู้ทำความชั่ว อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า

“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าต่ออัลลอฮ์และโองการของพระองค์และศาสนฑูตของพระองค์กระนั้นหรือ ที่พวกท่านเย้ยหยันกัน พวกท่านอย่าแก้ตัวเลย แท้จริงพวกท่านได้ปฏิเสธศรัทธาแล้วหลังจากการมีศรัทธาของพวกท่าน” (อัตเตาบะฮ์ 65-66)

6. การแสดงความสงสัย เช่น มีความสงสัยในสิ่งที่เป็นบัญญัติศาสนา การละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอด ฯลฯ

ทางจิตใจ (ความเชื่อและความศรัทธาภายใน)

  1. สงสัยในคุณลักษณะของอัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา เช่นการสงสัยว่ามีองค์เดียว หรือหลายองค์ มีจริงหรือไม่
  2. สงสัยในคุณลักษณะกี่ยวกับตัวท่านนะบีมุฮัมมัด เช่นสงสัยว่าคำสอนของท่านเป็นเท็จหรือจริง หรือสงสัยว่าท่านเป็นศาสนฑูตหรือไม่
  3. สงสัยเกี่ยวกับวันกิยามะฮ์ นรก สวรรค์ ว่ามีจริงหรือไม่
  4. การไม่เชื่อว่า มุชริก(ผู้ตั้งภาคี) หรือกาฟิร(ผู้ปฏิเสธ)อยู่นอกแนวทางของอิสลาม หรือสงสัยว่าเขาเป็นผู้ปฏิเสธหรือไม่ทั้งๆที่เขาแสดงออกอย่างเปิดเผย หรือกล่าวรับรองลัทธิความเชื่อถือของมุชริกและกาฟิรว่ามีความถูกต้อง
  5. การเชื่อมั่นว่าศาสนาอื่นหรือลัทธิความเชื่อถืออื่นมีความถูกต้องสมบูรณ์ และศาสนาอิสลามมีความผิดพลาดและบกพร่อง หรือยอมรับการตัดสินด้วยบทบัญญัติอื่นมีความถูกต้องมากกว่าบทบัญญัติอิสลาม
  6. การเกลียดชังบทบัญญัติอิสลามและซุนนะฮ์ท่านนะบีมุฮัมมัด ดังที่อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า “ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า พวกเขาเกลียดชังสิ่งที่อัลลอฮ์ ได้ประทานลงมา พระองค์จึงทรงทำให้การงานของพวกเขาไร้ผล” (มุฮัมมัด 9)
  7. การเชื่อว่าเป็นที่อนุญาติให้มุสลิมละทิ้งศาสนาอิสลามไปนับถือศาสนาอื่นได้
  8. การแสดงออกอย่างเชื่อมั่นว่ามีพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮ์
ชาวมุสลิม
ภาพประกอบ

ใครบ้างที่ได้รับการยกเว้น

การสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมจะไม่มีผลกับบุคคลดังต่อไปนี้

  • เด็กที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะ
  • คนวิกลจริตหรือสติฟั่นเฟือน
  • คนเมาที่ไม่ได้เจตนาเสพสิ่งมึนเมา
  • ผู้ที่ถูกบังคับให้กระทำสิ่งที่ผิด แต่จิตใจยังศรัทธามั่นคง

ผลที่ตามมาและความแตกต่างระหว่างศาสนากับสังคม

ผู้ที่ตกเป็น “มุรตั๊ด” นั้น ความดีทั้งหมดที่ปฏิบัติมาจะสูญสลายทั้งสิ้น แม้ว่าจะกลับเข้ารับอิสลามใหม่ในภายหลังก็ตาม และหากรู้หรือสงสัยว่าตนเองพ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมแล้ว จะต้องกล่าวปฏิญาณตนใหม่ (ชะฮาดะฮ์) โดยทันที

ในแง่ของกฎหมายและสังคม นิติศาสตร์อิสลามแบบดั้งเดิมกำหนดโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ที่ไม่ขออภัยโทษจากการละทิ้งศาสนา แต่เรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักวิชาการอิสลาม และได้รับเสียงคัดค้านจากทั้งมุสลิมและผู้ที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนสากล ข้อมูลปี 2564 ระบุว่ามี 10 ประเทศที่มีประชากรมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ที่กำหนดโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ละทิ้งอิสลาม และอีก 13 ประเทศที่มีบทลงโทษทางแพ่ง เช่น จำคุก ปรับเงิน หรือสูญเสียสิทธิ์ดูแลบุตร

อิสลามวางรากฐานไว้ว่าการเข้าหรือออกจากศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ต้องพึ่งพามนุษย์คนใด อย่างไรก็ตาม การออกจากศาสนาในทางสังคมและกฎหมายเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เนื่องจากความเป็นมุสลิมเกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตในสังคมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศพ มรดก การดูแลบุตร และครอบครัว ดังนั้นกระบวนการออกจากศาสนาในทางสังคมจึงต้องมีขั้นตอนที่เหมาะสมและมีการแจ้งผู้เกี่ยวข้องอย่างราบรื่น

ที่มา: Wikipedia , NIKAH Express , ISLAM MORE

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Suriyen J.

นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button