เปิดสาเหตุยกฟ้อง แอม ไซยาไนด์ วางยาฆ่า นิตยา ประสงค์ทรัพย์

เปิดสาเหตุศาลยกฟ้อง “แอม ไซยาไนด์” คดีที่ 3 ชี้พยานหลักฐานยังมีข้อสงสัย
วันนี้ (11 มี.ค. 2569) ความคืบหน้ามหากาพย์คดีสะเทือนขวัญ “แอม ไซยาไนด์” หรือ นางสรารัตน์ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีคำพิพากษาในคดีที่ 3 ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ น.ส.นิตยา แก้วบุปผา ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อชิงทรัพย์
เปิดสาเหตุหลัก ทำไมศาลถึง “ยกฟ้อง”
หลักฐานไม่สิ้นสงสัย: ศาลได้ทำการพิเคราะห์พยานหลักฐานต่างๆ ที่ถูกนำสืบเข้ามาในคดีแล้วพบว่า พยานหลักฐานยังมีช่องโหว่และเกิด “เหตุแห่งความสงสัยตามสมควร” ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่
ตามหลักมาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญา เมื่อพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ไม่มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะชี้ชัดความผิดได้อย่างปราศจากข้อสงสัย ศาลจึงต้องพิพากษา ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานสากลในกระบวนการยุติธรรมครับ
ขตลอดกระบวนการพิจารณาคดีที่ผ่านมา แอม ไซยาไนด์ ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในคดีนี้มาโดยตลอด
ย้อนรอยคดีที่ 3 ข้อกล่าวหาในคดี น.ส.นิตยา
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2563 ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.นครปฐม แอมถูกกล่าวหาว่าแอบผสมสารพิษลงในเครื่องดื่มให้ น.ส.นิตยา (อายุ 36 ปี) ดื่ม จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตจากภาวะระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจล้มเหลว
ข้อกล่าวหาระบุว่าหลังผู้ตายเสียชีวิต จำเลยได้ทำการชิงรถยนต์และทรัพย์สินหลบหนีไป
แม้ในคดีล่าสุดศาลจะตัดสินยกฟ้อง แต่ในทางกฎหมาย แอม ไซยาไนด์ ยังคงต้องรับโทษหนักจากคำพิพากษาขั้นเด็ดขาดใน 2 คดีแรกที่ศาลได้ตัดสินไปแล้วก่อนหน้านี้ ได้แก่
-
คดีที่ 1 วางยา “ก้อย” น.ส.ศิริพร ศาลมีคำพิพากษาลงโทษสูงสุดคือ “ประหารชีวิต” สถานเดียว
-
คดีที่ 2 วางยา “สารวัตรปู” พ.ต.ต.หญิงนิภา ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ “จำคุกตลอดชีวิต”
ไขข้อข้องใจ ทำไมศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
หลักการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย (In dubio pro reo) เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย มีไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกัน สิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐที่อาจเกิดข้อผิดพลาดได้
ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ของไทย มาตรา 227 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ “เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย”
ความหมายคือ หากโจทก์ (ผู้ฟ้อง) นำสืบพยานหลักฐานแล้ว ศาลยังรู้สึกว่าไม่แน่ใจ 100% หรือยังมีช่องโหว่ ที่ทำให้คิดได้ว่าจำเลยอาจจะไม่ได้ทำผิดจริง ศาลจะไม่มีสิทธิเดา หรือใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินลงโทษจำเลยเด็ดขาด แต่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยทันทีครับ
2. ปรัชญาเบื้องหลัง ทำไมต้องปกป้องจำเลย?
หลักการนี้มีรากฐานมาจากแนวคิดทางนิติศาสตร์ที่โด่งดังระดับโลกที่เรียกว่า Blackstone’s Ratio ซึ่งกล่าวไว้ว่า “ปล่อยคนผิดสิบคน ดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว”
กระบวนการยุติธรรมมองว่า การเอาคนบริสุทธิ์ไปขังคุกหรือประหารชีวิต เป็นความอยุติธรรมที่ร้ายแรงที่สุดและไม่อาจยอมรับได้ ดังนั้น กฎหมายจึงยอมให้คนผิดบางคนที่หลักฐานไม่ชัดเจนรอดพ้นคุกไป ดีกว่าเสี่ยงจับแพะรับบาปครับ
ในคดีอาญาภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับฝั่งโจทก์เสมอ โจทก์มีหน้าที่ต้องหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาลเห็นจนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร
จำเลย ไม่ต้อง หาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ เพราะกฎหมายมีหลัก Presumption of Innocence หรือ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนบริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสิน จำเลยแค่หาหลักฐานมา “หักล้าง” ให้ศาลเกิดความลังเลใจ จำเลยก็มีโอกาสชนะคดีมากขึ้น หากหลักฐานฝั่งโจทกย์ไม่พิสูจน์จนสิ้นสงสัยได้
กลับมามองที่คดีแอม ไซยาไนด์
จากหลักการข้างต้น จะเห็นได้ชัดเจนในคดีที่ 3 ของแอม ไซยาไนด์ ครับ แม้ในสายตาสังคม แอมจะมีประวัติการกระทำผิดในคดีอื่นมาแล้ว ศาลตัดสินประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตไปแล้ว หรือดูมีแรงจูงใจน่าสงสัยแค่ไหนก็ตาม แต่ในการพิจารณาคดี ศาลจะต้องดู “เฉพาะพยานหลักฐานของคดีนั้นๆ เท่านั้น” เอาคดีอื่นมาปะปนไม่ได้
เมื่อหลักฐานในคดีที่ 3 (กรณี น.ส.นิตยา) ของโจทก์ยังไม่สามารถเชื่อมโยงให้เห็นภาพการวางยาและการชิงทรัพย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบจนไร้ข้อกังขา ศาลจึงต้องทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย และพิพากษายกฟ้องในคดีนี้นั่นเองครับ
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





