รู้จัก Malignant Hyperthermia ภาวะแพ้ยาสลบวิกฤต ใครเสี่ยงเป็นบ้าง

ไขข้อสงสัย Malignant Hyperthermia คือ ภาวะแพ้ยาสลบวิกฤต ฝันร้ายของหมอดมยาที่ทำนักธุรกิจหนุ่มช็อก
จากกรณีข่าวที่สร้างความตกใจให้กับหลายคน นักธุรกิจหนุ่มเข้ารับการศัลยกรรมจมูกแล้วเกิดอาการช็อก ไม่ฟื้นหลังดมยาสลบ จนต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู ล่าสุดมีคำอธิบายทางการแพทย์ที่ชัดเจนออกมาแล้วว่า เกิดจากภาวะที่เรียกว่า Malignant Hyperthermia (MH) หรือภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ
นายแพทย์ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ หมอเด็กเฉพาะทางโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยวิกฤต ได้ออกมาให้ความรู้เพิ่มเติมว่าทำไมภาวะนี้ถึงถูกเรียกว่าเป็น “ฝันร้ายของหมอดมยา”
กลไกความผิดปกติที่เปรียบเหมือน “คันเร่งค้าง”
ภาวะนี้พบได้น้อยมากๆ และไม่ได้เกิดกับทุกคน แต่จะเกิดเฉพาะกับผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่แฝงอยู่ (เช่น ยีน RYR1 หรือ CACNA1S) ซึ่งยีนเหล่านี้มีหน้าที่ควบคุมการปล่อยแคลเซียมในเซลล์กล้ามเนื้อครับ
ในภาวะปกติ ร่างกายจะปล่อยแคลเซียมออกมาเล็กน้อยเพื่อให้กล้ามเนื้อหดตัวเวลาเราขยับร่างกาย และเก็บแคลเซียมกลับเข้าไปเมื่อเราหยุดพัก เหมือนการทำงานของสวิตช์เปิด-ปิด แต่สำหรับคนที่มีความผิดปกติทางยีนกลุ่มนี้ เมื่อได้รับยาสลบบางชนิด ช่องปล่อยแคลเซียมจะเกิดอาการ “สวิตช์ค้าง” ทำให้ปิดไม่ได้ แคลเซียมจึงทะลักเข้าไปในเซลล์กล้ามเนื้ออย่างมหาศาล ส่งผลให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายหดตัวเกร็งอย่างรุนแรงพร้อมกัน
คุณหมอเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า เหมือนเครื่องยนต์ที่ถูกเหยียบคันเร่งค้างไว้ตลอดเวลา ร่างกายจึงทำงานเต็มกำลังและเผาผลาญพลังงานอย่างหนัก นำไปสู่อันตรายหลายประการ
ผลกระทบรุนแรงต่อร่างกายเมื่อเกิดภาวะ MH
-
ความร้อนพุ่งทะลุขีดจำกัด อุณหภูมิร่างกายอาจพุ่งสูงถึง 41–42 องศาเซลเซียสอย่างรวดเร็ว ซึ่งความร้อนระดับนี้สามารถทำลายระบบอวัยวะภายในได้
-
ระบบเลือดและหัวใจรวน ร่างกายจะผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากผิดปกติ เลือดกลายเป็นกรด หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจเกิดภาวะสมองบวม
-
กล้ามเนื้อสลายและไตวาย เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวเกร็งนานๆ จะเกิดการสลายตัว สารโปรตีนจากกล้ามเนื้อจะหลุดเข้าสู่กระแสเลือดและไปอุดตันที่ไต (สังเกตได้จากปัสสาวะที่มีสีเข้มเหมือนน้ำอัดลม) นำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ
Dantrolene ยาต้านพิษที่ไม่ได้มีทุกที่
ปัจจุบันทางการแพทย์มียาที่ใช้รักษาและหยุดยั้งภาวะนี้โดยตรงชื่อว่า Dantrolene (แดนโทรลีน) ซึ่งยาจะเข้าไปทำหน้าที่ปิดช่องปล่อยแคลเซียมในกล้ามเนื้อ เมื่อแคลเซียมหยุดไหล กล้ามเนื้อก็จะคลายตัว อุณหภูมิร่างกายจะลดลง และกลับสู่สภาวะที่ควบคุมได้ แต่ข้อจำกัดที่ท้าทายที่สุดคือ ยาชนิดนี้เป็นยากำพร้าที่ไม่ได้มีสต็อกไว้ในทุกโรงพยาบาลครับ
ท้ายที่สุดนี้ คุณหมอได้เน้นย้ำเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกจนเกินไปว่า วิทยาการดมยาสลบในปัจจุบันนั้นมีความปลอดภัยสูงมาก ภาวะ Malignant Hyperthermia เป็นเหตุการณ์ที่พบได้ยากยิ่ง แต่ในทางการแพทย์ทุกการรักษาย่อมมีความเสี่ยงแฝงอยู่เสมอครับ
เปิดชื่อ 14 นามสกุล ผ่าตัดดมยาสลบแล้วเสี่ยงตาย เป็นพันธุกรรม ต้องระวัง
คุณหมอได้อธิบายเพิ่มเติม ถึงความแตกต่างของคำว่า “ฟื้น” ในมุมมองของคนทั่วไป กับมุมมองทางการแพทย์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ในทางการแพทย์ การที่คนไข้วิกฤตฟื้นตัว ไม่ได้ประเมินจากการลืมตาตื่นพูดคุยได้เพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจาก ข้อมูลเชิงประจักษ์ ที่เครื่องมือทางการแพทย์วัดค่าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลอกหรือปิดบังกันไม่ได้ เช่น
-
สัญญาณชีพกลับมาคงที่
-
ภาวะเลือดเป็นกรดเริ่มกลับสู่ระดับปกติ
-
อุณหภูมิร่างกายที่เคยสูงวิกฤต (Hyperthermia) ค่อยๆ ลดลง
-
ค่าการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ค่าไต เริ่มกลับมาเป็นปกติ
-
มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมและสติเริ่มกลับมา
ฟื้นแล้ว ทำไมยังต้องคาดท่อช่วยหายใจ?
เมื่อคนไข้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตที่รุนแรง แม้สมองและระบบต่างๆ จะเริ่มฟื้นตัว แต่ระบบทางเดินหายใจและปอดยังคงอ่อนล้าและฟื้นตัวไม่เต็มที่ แพทย์จึงยังต้องคงการใส่ท่อช่วยหายใจเอาไว้เพื่อช่วยทุ่นแรง ให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไปในระยะพักฟื้น
ไขข้อข้องใจ ทำไมญาติถึงเห็นคนไข้หลับตลอดเวลา?
นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ญาติเกิดความเข้าใจผิด การมีท่อพลาสติกสอดอยู่ในคอตลอดเวลานั้นสร้างความอึดอัดและทรมานให้กับคนไข้เป็นอย่างมาก เพื่อบรรเทาความทรมาน แพทย์จึงจำเป็นต้องให้ยาแก้ปวด และยานอนหลับหรือยาคลายเครียด ควบคู่ไปด้วย
ดังนั้น เมื่อญาติเข้าไปเยี่ยมในห้อง ICU จึงมักจะเห็นคนไข้นอนหลับตาและดูเหมือนไม่รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้เข้าใจไปเองว่าคนไข้ยังอยู่ในอาการโคม่า หรือที่เรียกว่า “ยังไม่ฟื้น” ทั้งที่จริงแล้วอาการโดยรวมกำลังดีขึ้นตามลำดับ

แม้ว่าภาวะ Malignant Hyperthermia (MH) หรืออาการแพ้ยาสลบขั้นวิกฤต จะเป็นเรื่องของยีนและพันธุกรรมที่ส่งต่อกันมาทางสายเลือดจนดูเหมือนเราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนทั่วไปสามารถป้องกันตัวเองได้ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัด
การซักประวัติครอบครัว ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดใดๆ ก็ตามที่ต้องมีการดมยาสลบ สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือการสอบถามญาติผู้ใหญ่หรือคนในสายเลือดเดียวกันอย่างละเอียด ว่าที่ผ่านมาเคยมีใครในครอบครัวหรือเครือญาติสายตรงมีประวัติแพ้ยาสลบอย่างรุนแรงหรือไม่ ให้ลองสังเกตจากคำบอกเล่าว่า เคยมีใครที่มีอาการไข้พุ่งสูงเฉียบพลันขณะอยู่ในห้องผ่าตัด มีอาการกล้ามเนื้อเกร็งตัวผิดปกติ กล้ามเนื้อสลาย หรือกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือ เคยมีญาติเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุระหว่างหรือหลังการผ่าตัดทันทีหรือไม่
หากพบว่ามีประวัติที่น่าสงสัย หรือมีบุคคลในครอบครัวใช้นามสกุลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ข้อมูลเหล่านี้คือ “กุญแจช่วยชีวิต” ที่คุณ จำเป็นต้องแจ้งให้ศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์ (หมอดมยา) ทราบล่วงหน้าทุกครั้ง ห้ามมองข้ามหรือคิดเอาเองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเด็ดขาด
การแจ้งข้อมูลนี้ล่วงหน้ามีประโยชน์มหาศาล เพราะเมื่อวิสัญญีแพทย์รับทราบถึงความเสี่ยง พวกเขาจะสามารถปรับเปลี่ยนแผนการระงับความรู้สึกให้ปลอดภัยกับคุณได้ 100% โดยแพทย์จะหลีกเลี่ยงการใช้ก๊าซยาสลบชนิดสูดดมและยาหย่อนกล้ามเนื้อที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรค แล้วเปลี่ยนไปใช้วิธีที่ปลอดภัยกว่า เช่น การให้ยาสลบชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ (TIVA) การบล็อกหลัง หรือการฉีดยาชาเฉพาะที่แทน รวมถึงอาจมีการเตรียมยาแก้พิษอย่าง Dantrolene สแตนด์บายไว้ล่วงหน้าเพื่อความไม่ประมาท
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





