
ผู้สื่อข่าวรายงาน กลุ่มผู้เสียหายจำนวนมากรวมตัวกันออกมาร้องเรียนว่าถูก “นักธุรกิจหนุ่ม” สามีของนางเอกดัง หลอกลวงให้ร่วมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลจนสูญเงินรวมกันกว่า 1,300 ล้านบาท สำหรับใครที่เพิ่งติดตามข่าวนี้ ผมขอสรุปที่มาที่ไปทั้งหมดให้เข้าใจง่ายๆ แบบม้วนเดียวจบครับ
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากการที่นักธุรกิจคนดังกล่าวได้สร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในระดับสูงมาก โปรโมตตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและอ้างว่าเป็นผู้ที่ถือครองเหรียญบิทคอยน์มากที่สุดในประเทศไทย มักจะปรากฏภาพถ่ายร่วมกับบุคคลสำคัญระดับประเทศและระดับโลก เช่น อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร หรือแม้แต่ผู้นำของประเทศดูไบ ทำให้เวลาจัดงานสัมมนาให้ความรู้ด้านการลงทุนแต่ละครั้ง มีผู้หลงเชื่อเข้าร่วมงานตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันคน
รูปแบบการหลอกลวงคือชักชวนให้ผู้คนนำเงินมาซื้อเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีสกุลหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับการฝากเงินประจำ พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาที่หอมหวนว่า หากลงทุนจนครบกำหนดสัญญา ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนมหาศาลถึง 500 เท่าของเงินต้น
ในช่วงแรกของการลงทุน บางคนได้รับผลตอบแทนจริง ทำให้เกิดความเชื่อใจและทุ่มเงินลงทุนเพิ่ม บางคนถึงขั้นนำเงินเก็บทั้งชีวิตมาลงทุนเพื่อหวังเปลี่ยนชีวิต
ปรากฏว่า เมื่อถึงวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันครบกำหนดสัญญาที่ผู้เสียหายทุกคนเฝ้ารอคอย แต่ปรากฏว่าไม่มีใครถอนเงินออกมาได้เลย เมื่อพยายามทวงถามไปยังนักธุรกิจคนดังกล่าว เจ้าตัวกลับบ่ายเบี่ยงโดยอ้างว่าระบบถูกแฮ็ก และอ้างเหตุผลเรื่องข้อบังคับกฎหมายฟอกเงินของต่างประเทศที่ทำให้เกิดปัญหาขัดข้อง
ความน่าสลดใจของคดีนี้คือ มีผู้เสียหายหลายคนที่เอาเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุน บางรายป่วยเป็นมะเร็งและหวังจะถอนเงินก้อนนี้มารักษาตัว แต่เมื่อเงินหายไปก็ไม่มีค่ารักษาจนถึงขั้นเสียชีวิต ในขณะที่ตัวต้นเรื่องกลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ที่ดูไบ ซ้ำยังมีการข่มขู่ผู้เสียหายว่าฟ้องไปก็ไม่มีทางชนะ และด่าทอคนที่ออกมาโวยวายว่าเป็นพวกโง่ ทำให้ผู้เสียหายหลายคนหวาดกลัว ไม่กล้าออกมาดำเนินคดี บางคนโทษว่าเป็นความโง่ของตัวเอง และที่น่าตกใจคือยังมีผู้เสียหายอีกส่วนหนึ่งที่ยังคงเชื่อมั่นและรอคอยเงินคืน เพราะปักใจเชื่อในโปรไฟล์อันร่ำรวยของเขา
ล่าสุดในวันนี้ (9 มี.ค. 2569) ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ พร้อมตัวแทนผู้เสียหายกว่า 30 คน จากกลุ่มผู้เสียหายที่มีมากกว่า 1,000 คน ได้เดินทางไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อจี้ทวงถามความคืบหน้าทางคดี เพราะจากการตรวจสอบพบว่า นักธุรกิจรายนี้เคยถูกแจ้งความคดีฉ้อโกงประชาชนและมีหมายจับติดตัวมาตั้งแต่ปี 2568 แต่ได้หลบหนีไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว
สาเหตุที่คดีดำเนินไปอย่างล่าช้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้เสียหายมีจำนวนมากและหลายคนไม่ได้เก็บหลักฐานการลงทุนไว้ ประกอบกับมีการโยกย้ายพนักงานสอบสวนตามวาระ ทำให้คดีขาดความต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ดร.แทนคุณ ระบุว่าจะผลักดันให้ดำเนินคดีพ่วงในข้อหาตาม พ.ร.ก.เงินกู้นอกระบบ, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.ฟอกเงิน เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์นำเงินมาคืนผู้เสียหายให้ได้ เพราะจนถึงตอนนี้ เว็บไซต์และเพจชักชวนลงทุนของนักธุรกิจรายนี้ก็ยังคงเปิดดำเนินการและหลอกลวงผู้คนที่ไม่รู้เรื่องอยู่อย่างต่อเนื่องครับ
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



