ศาลฎีกาเมตตา คนค้ำรัวยิงลูกหนี้ดับ “รอลงอาญา” ชี้ถูกหยาม “เสือกโง่มาค้ำเอง” ข่มเหงจิตใจร้ายแรง

ฎีกาพลิกคดี คนค้ำรัวยิงลูกหนี้ดับ ศาลปรานีให้ “รอลงอาญา” ชี้ถูกหยาม “เสือกโง่มาค้ำเอง” ถือเป็นการข่มเหงจิตใจร้ายแรง
ถือเป็นอีกหนึ่งคดีอุทาหรณ์เตือนใจสิงห์นักค้ำประกัน เมื่อ ทนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์เล่าถึงผลคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นคดีที่ทนายเกิดผลเป็นทนายฝั่งจำเลย (ผู้ก่อเหตุ) คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากความไว้ใจ สู่การถูกหักหลัง และจบลงด้วยโศกนาฏกรรม
จำเลยได้ไปเซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้กับ “ผู้ตาย” (ลูกหนี้) จำนวน 4 สัญญา มูลค่ารวมสูงถึง 5 ล้านบาท แต่หลังจากผู้ตายได้รับเงินไป กลับตั้งใจเบี้ยวหนี้และผิดสัญญาทุกฉบับ ภาระหนี้ก้อนโตจึงตกมาอยู่ที่ผู้ค้ำประกันแต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้จำเลยถูกฟ้องร้อง ถูกยึดที่นาทำกิน เกิดความเครียดสะสมจนถึงขั้นล้มป่วย
ด้วยความเดือดร้อนแสนสาหัส จำเลยจึงเดินทางไปเจรจากับผู้ตายเพื่อให้มารับผิดชอบหนี้สินที่ตนเองก่อไว้ แต่ผู้ตายกลับไม่สนใจ ซ้ำร้ายยังพูดจาเยาะเย้ยถากถาง ด่าทอจำเลยด้วยประโยคแทงใจดำว่า “เสือกโง่มาค้ำประกันเอง”
คำพูดประโยคนั้นเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้จำเลยฟิวส์ขาด ตัดสินใจชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตายจนเสียชีวิต ซึ่งในทางคดี ทนายเกิดผลได้ต่อสู้ในประเด็นที่ว่า จำเลยกระทำลงไปเพราะบันดาลโทสะ
ผลศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกจำเลย 16 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 8 ปี (ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น)
ปรากฎว่า ศาลฎีกา ได้พิจารณาพฤติการณ์แล้วเห็นว่า การที่ผู้ตายตั้งใจผิดสัญญาจนจำเลยถูกยึดที่นาและล้มป่วย เมื่อจำเลยไปขอร้องให้รับผิดชอบ ผู้ตายกลับท้าทายและเยาะเย้ยว่า “จำเลยเสือกโง่เองที่มาค้ำประกัน” พฤติการณ์ของผู้ตายถือว่า เป็นการข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายจึงถือเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ลดโทษให้เหลือจำคุก 5 ปี ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี (รอลงอาญา)ทำให้จำเลยไม่ต้องรับโทษจำคุกจริงในเรือนจำ
ทนายเกิดผลได้ทิ้งท้ายโพสต์ด้วยการขอบคุณศาลฎีกาที่เมตตาต่อจำเลย พร้อมประโยคว่า “ไม่อยากบอกว่า..สมควรตาย”

อุทาหรณ์ เป็นหนี้ Shopee 3 แสน โดนฟ้องจริง แนะอย่าหนี-ไปศาลขอไกล่เกลี่ย
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



