ย้อนรอย เลือกตั้งโมฆะ 2 เม.ย. 2549 วิกฤตคูหาหันออก สู่จุดจบ กกต. ติดคุก

การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ต้องย้อนเล่าไปตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2548 เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนักจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขับไล่รัฐบาลของ นพ.ทักษิณ ชินวัตร ความวุ่นวายยืดเยื้อจนถึงขั้นที่พรรคฝ่ายค้านเสนอให้มีการจัดทำสัตยาบันเพื่อปฏิรูปการเมืองก่อนจะมีการเลือกตั้ง แต่พรรคไทยรักไทยปฏิเสธข้อเสนอ
ในที่สุด ทักษิณ ชินวัตร ได้ตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชน กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่อย่างเร่งด่วนในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ซึ่งห่างจากวันยุบสภาเพียงแค่ 35 วันเท่านั้น
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในยุคนั้นมี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน กกต. การทำหน้าที่ของ กกต. ชุดนี้กลับเต็มไปด้วยข้อกังขาและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักตั้งแต่ก่อนวันลงคะแนน เริ่มต้นจากการที่ กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้งโดยมีกรรมการเข้าประชุมเพื่อทำหน้าที่เพียง 4 คน (ประธาน 1 คน และกรรมการอีก 3 คน) ซึ่งถือว่าไม่ครบองค์ประชุมเต็มที่ต้องมี 5 คนตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความวุ่นวายเรื่องอุปกรณ์ เมื่อ กกต. กำหนดให้ใช้เพียงตราประทับ แทนการใช้ปากกากากบาทในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งขัดต่อความคุ้นเคยและธรรมเนียมปฏิบัติ จนเรื่องร้อนไปถึงศาลปกครองที่ต้องมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้สามารถใช้ได้ทั้งปากกาและตราประทับควบคู่กันไป
เมื่อถึงวันลงคะแนนเสียง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ภาพที่ปรากฏตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ทั่วประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวและวิกฤตศรัทธาอย่างชัดเจน ประชาชนบางส่วนแสดงออกซึ่งการต่อต้านกระบวนการเลือกตั้งด้วยวิธี “อารยะขัดขืน” มีปรากฏการณ์การฉีกบัตรเลือกตั้ง ที่สะเทือนใจที่สุดคือการใช้เลือดตัวเองเพื่อกากบาทลงบนบัตรเลือกตั้งแทนสัญลักษณ์ของการประท้วง ฃ
ผู้มีสิทธิบางคนเดินเข้าไปลงชื่อรับบัตรแต่จงใจไม่กากบาทเลือกใคร แล้วส่งบัตรคืนให้เจ้าหน้าที่ให้เกิดเสียงดัง เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย ยิ่งไปกว่านั้น สถิติของผู้ที่กาช่อง “ไม่ออกเสียง” หรือ Vote No ยังพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ มีรายงานว่าในหลายสิบเขตเลือกตั้ง จำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิโหวตโนมีมากกว่าคะแนนเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเสียอีก จำนวนบัตรเสียก็เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกต คาดว่าส่วนหนึ่งมาจากความสับสน อีกส่วนคือเจตนาที่จะโหวตโน
จากการแถลงของ กกต. ในภายหลังระบุว่ามีผู้มาใช้สิทธิประมาณร้อยละ 64.8 พรรคไทยรักไทยกวาดคะแนนเสียงไปได้ประมาณ 16.4 ล้านเสียง และได้ที่นั่ง ส.ส. รวม 461 ที่นั่ง
หนึ่งในความผิดพลาดระดับประวัติศาสตร์ที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจดจำ กลายเป็นประเด็นทางกฎหมายข้อใหญ่ คือการจัดคูหาเลือกตั้งที่ “หันหลังออก”
โดยปกติแล้ว คูหาเลือกตั้งจะต้องจัดให้ผู้ลงคะแนนหันหน้าให้ผู้คน เพื่อปิดบังว่าตนเองกำลังกากบาทเลือกใคร แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. กลับจัดคูหาในลักษณะที่ให้ผู้มีสิทธิหันหน้าเข้าหากำแพงและหันหลังออกด้านนอก ทำให้คนที่อยู่ด้านหลังหรือผู้คนที่อยู่ภายนอกอาจสามารถมองเห็นได้ว่าผู้ใช้สิทธิกำลังลงเครื่องหมายในช่องใด รวมถึงการวางบัตรเลือกตั้งทิ้งไว้ในคูหาให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิสามารถยืนดูได้ ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานที่สุดของประชาธิปไตย นั่นคือความลับในการลงคะแนน
ความผิดปกติทั้งหมดนี้นำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายขนานใหญ่ หลังการเลือกตั้งได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การกำหนดวันเลือกตั้งที่กระชั้นชิดกับวันยุบสภาเกินไป (35 วัน), การจัดคูหาที่ไม่ปิดลับทำให้ละเมิดหลักการออกเสียงลับ, ข้อกล่าวหาเรื่องการจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครเพื่อหนีเกณฑ์ทางกฎหมาย, และการที่ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งทั้งที่ประชุมไม่ครบองค์ประชุม
ในที่สุด วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 “เป็นโมฆะ” ศาลได้ให้เหตุผลหลักว่า การจัดคูหาเลือกตั้งนั้นไม่ปิดลับ และการกำหนดวันเลือกตั้งนั้นไม่เหมาะสมหรือไม่น่าเชื่อถือ
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้เรื่องจบลงเพียงแค่การยกเลิกการเลือกตั้ง แต่นำไปสู่ผลลัพธ์สู่หายนะของกกต. ด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 3 คน ได้แก่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ, พล.ต.ท.ปริญญา นาคฉัตรีย์, และ พล.ต.อ.วีระชัย แนวบุญเนียร ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
จุดเริ่มต้นมาจากข้อร้องเรียนเรื่องการจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคไทยรักไทย ประเด็นสำคัญที่ศาลมองว่า กกต. กระทำผิด คือการประวิงเวลาไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง และสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมจนเวลาล่วงเลยไปถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นกลางและเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองบางฝ่าย
การต่อสู้ในชั้นศาลกินเวลายาวนานหลายปี จนกระทั่งวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนให้จำคุกอดีต กกต. คนละ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี วินิจฉัยว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ย่อมต้องรู้ดีถึงหน้าที่ในการรักษาความเป็นกลางและความซื่อสัตย์สุจริต
สำหรับ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตนายตำรวจมือสอบสวนที่เคยผ่านคดีสำคัญมามากมาย เคยดำรงตำแหน่งสูงจนมีผู้ใต้บังคับบัญชานับหมื่นคน ผลตัดสินคดีนี้สร้างบาดแผลใจให้คนอย่างมาก เคยให้สัมภาษณ์สะท้อนความรู้สึกว่า ตลอดชีวิตการเป็นตำรวจ ตนไม่เคยรับสินบนแม้แต่บาทเดียว แต่เมื่อมานั่งเก้าอี้ กกต. กลับต้องมาสะดุดและถูกตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมต้องเป็นตน
สภาวะสุญญากาศทางการเมืองดำเนินต่อไป ทักษิณ ชินวัตร ยังคงต้องทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไปจนถึงช่วงกลางปี 2549 ท่ามกลางวิกฤตที่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ แม้ว่าจะมีการพยายามกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549 แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นก็ไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้น เพราะในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 กองทัพ นำโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจ และได้ทำการแต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านกลไกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเดือนถัดมา ทำให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งในทางปฏิบัติกลายเป็นรัฐบาลทหารแทนที่จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และยอมรับว่าผลการเลือกตั้งในปีนั้นไม่เกิดขึ้น
ตำนานฉาว เลือกตั้งโมฆะ 2557 กปปส.ปิดคูหา สุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญฟันขาด
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



